
ชุดว่ายน้ำพุ่งรับร้อน เจนเซ่นเร่งเพิ่มผลิต
โพสต์ทูเดย์
— เจนเซ่นเพิ่มกำลังการผลิตชุดว่ายน้ำ 5 หมื่นชิ้น รับร้อนจัดปีนี้สาวไทยนิยมชุดน้อยชิ้น ดันตลาด 1,200 ล้านบาท คึกคักน.ส.อุสรา ยงปิยะกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ผลิตภัณฑ์เจนเซ่น บริษัท เซ็นทรัลเทรดดิ้ง ในกลุ่มเซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (ซีเอ็มจี) เปิดเผยว่า บริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตสินค้าชุดว่ายน้ำยี่ห้อเจนเซ่นเพิ่มจาก 4 หมื่นชิ้น เป็น 5 หมื่นชิ้น เพื่อทำตลาดช่วงร้อนระหว่างเดือน มี.ค.พ.ค. ปีนี้ หลังพบว่ากลุ่มวัยรุ่นผู้หญิงอายุ 1416 ปี นิยมใส่ชุดว่ายน้ำแนวแฟชั่นมากขึ้น และ มีชุดว่ายน้ำมากกว่า 1 ชุดขึ้นไป ส่งผลให้ตลาดชุดว่ายน้ำในช่วง 23 ปีที่ผ่านมาเติบโตสูงมาก
สำหรับฤดูร้อนปีนี้ บริษัทได้เปิดตัวชุดว่ายน้ำ 4 คอลเลกชัน คาดว่าจะมียอดขายชุดว่ายน้ำช่วงหน้าร้อนปีนี้เพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมเตรียมงบกว่า 7 ล้านบาท เพื่อทำตลาดชุดว่ายน้ำแบรนด์เจนเซ่น
ปัจจุบันตลาดชุดว่ายน้ำในไทยคาดมีมูลค่ารวม 1,200 ล้านบาท คาดเติบโต 40% ในปีนี้ โดยบริษัทคาดว่าสิ้นปีนี้จะมียอดขายเติบโต 40% และแบรนด์เจนเซ่นจะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 14% อยู่ในอันดับ 3 ของตลาด จากปีก่อนอยู่ที่ 12% รองจากอันดับ 1 คือ ไทรอัมพ์ และอันดับ 2 แบรนด์สปีโด
แบ่งเป็นสินค้าที่ได้รับสิทธิ์การทำตลาด(ไลเซนส์)จากแบรนด์เนมต่างประเทศ ราว 600 ล้านบาท และอีก 600 ล้านบาท เป็นสินค้าชุดว่ายน้ำแบรนด์เนมนำเข้าและยี่ห้อในประเทศ โดยปีที่ผ่านมาตลาดรวมเติบโตสูงถึง 79%
ทั้งนี้ ล่าสุดได้จัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 100 ปี ของเจนเซ่น เชิญชวนบริจาคชุดว่ายน้ำเก่าเพื่อรับบัตรเงินสดมูลค่า 100 บาท พร้อมนำเงินเข้าสมทบทุน
“คามิลเลียน โซเชียล เซ็นเตอร์” มูลนิธิคณะนักบุญคามิลโลแห่งประเทศไทย ศูนย์ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี ตั้งแต่ วันนี้30 เม.ย.นี้ที่เคาน์เตอร์จำหน่ายชุดว่ายน้ำเจนเซ่น ทั่วประเทศปัจจุบันตลาดชุดว่ายน้ำในประเทศไทยคาดมีมูลค่ารวมประมาณ 1,200 ล้านบาท แบ่งออกเป็นสินค้าที่ได้รับสิทธิ์การทำตลาด(ไลเซนส์)จากแบรนด์เนมต่างประเทศ ราว 600 ล้านบาท และอีก600 ล้านบาท เป็นสินค้าชุดว่ายน้ำแบรนด์เนมนำเข้าและยี่ห้อในประเทศ โดยปีที่ผ่านมาตลาดรวมเติบโตสูงถึง 79% จากพฤติกรรมลูกค้าผู้หญิงชาวไทยรุ่นใหม่ และกลุ่มวัยรุ่นให้ความสำคัญกับการสวมใส่ชุดว่ายน้ำแนวแฟชันมากขึ้น โดยเฉพาะชุดว่ายน้ำแบบ ทูพีซ รองลงมา เป็น วันพีซ และบิกินี่ ซึ่งมีความถี่ในการซื้อสินค้า23 ชุดต่อครั้งต่อปี จากเดิมเฉลี่ยการซื้อคนละ 1ชุดต่อปี เท่านั้น
ขณะที่การแข่งขันในตลาดชุดว่ายน้ำในประเทศ จะเน้นการออกแบบป็นหลัก และความเป็นแฟชัน โดยปัจจุบันสินค้าชุดว่ายน้ำเจนเซ่น วางระดับราคารุ่นปกติเฉลี่ย 1,0002,000 บาทต่อชิ้น ส่วนรุ่น การออกแบบของซินดี้ อยู่ที่ประมาณ 2,0003,000 บาทต่อชิ้น และคาดว่าตลาดรวมในปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 3040% โดยบริษัทคาดว่าสิ้นปีนี้จะมียอดขายเติบโต 40% โดยยอดขายมาจาก คอลเลคชันของซินดี้ประมาณ 50% ส่วนที่เหลือเป็นคอลเลคชั่นธรรมดา
ทั้งนี้บริษัทคาดว่าสิ้นปีแบรนด์เจนเซ่น จะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 14% อยู่ในอันดับ 3 ของตลาด จากปีก่อนอยู่ที่ 12% รองจากอันดับ 1 คือ ไทรอัมพ์ สัดส่วน 40% และอันดับ 2 แบรนด์ สปีโด







