
บสย.เป้าค้ำกู้2.4แสนล.
ทำแผนธุรกิจ3ปีต่อลมเอสเอ็มอีขยายไปนันแบงก์
ทำแผนธุรกิจ3ปีต่อลมเอสเอ็มอีขยายไปนันแบงก์
บสย.ปรับกลยุทธ์ตั้งเป้า 3 ปี ค้ำประกันสินเชื่อ 2.4 แสนล้านบาท ขยายค้ำประกันสินเชื่อนันแบงก์ ตั้งเป้าส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยแข่งในสมรภูมิเออีซี
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานกรรมการ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.ได้จัดทำแผน 3 ปี (2556-2558) ตั้งเป้าหมายในการทำธุรกิจ จะขยายยอดการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีให้ได้ 2.4 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ในปี 2556 บสย.ตั้งเป้าค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีให้ได้ 6 หมื่นล้านบาท ในปี 2557 ค้ำประกันสินเชื่อวงเงิน 8 หมื่นล้านบาท และในปี 2558 จะเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อเป็น 1 แสนล้านบาท
“ในวันที่ 6 ต.ค.นี้ คณะกรรมการ บสย.จะมีการประชุมเพื่อจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย” นายสันติ กล่าว
ขณะเดียวกันได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลัง เพื่อขอขยายการค้ำประกันสินเชื่อของกลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และเครื่องจักร รวมทั้งขอขยายขอบเขตการค้ำประกันไปยังธุรกิจสัญชาติไทยที่จะลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยกำหนดให้เป็นผู้ประกอบการสัญชาติไทยสามารถไปขอสินเชื่อผ่านธนาคารของไทยที่ไปเปิดสาขาในต่างประเทศ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศสามารถใช้บริการของ บสย.ได้ รวมถึงสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินไทย
นายสันติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถาบันการเงินของรัฐมาใช้บริการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีน้อยมากเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากธนาคารของรัฐมีความกังวลกับปัญหาหนี้เสียในกลุ่มเอสเอ็มอี เพราะลูกค้าที่มีฐานะการเงินดีมักจะถูกธนาคารพาณิชย์ดึงลูกค้าไปหมด
“ลูกค้าของธนาคารพาณิชย์จะเป็นลูกค้าเอสเอ็มอีชั้นดีและมีความเสี่ยงน้อยกว่าแบงก์รัฐ โดยที่ผ่านมา บสย.มีหนี้เสียน้อยมาก 4% หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมากและไม่น่าเป็นห่วง” นายสันติ กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานของ บสย. ณ เดือน ก.ค. 2555 บสย.ค้ำประกันสินเชื่อจำนวน 11,139 โครงการ วงเงิน 3.73 หมื่นล้านบาท มีภาระค้ำประกันคงเหลือ 48,470 โครงการ วงเงิน 1.43 แสนล้านบาท
การค้ำประกันส่วนใหญ่ค้ำประกันสินเชื่อประเภทธุรกิจการบริการ 8,847 โครงการ วงเงิน 2.29 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 16% รองลงมาเป็นธุรกิจผลิตสินค้าและการค้า จำนวน 6,025 โครงการ วงเงิน 1.69 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 11.82% และธุรกิจเหล็ก ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร 4,912 ราย วงเงิน 1.56 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 10.91%
ขณะที่หากแยกเป็นภูมิภาค พบว่าส่วนใหญ่จะค้ำประกันสินเชื่อในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 19,458 โครงการ วงเงิน 6.66 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 46% รองลงมาเป็นภาคเหนือ 7,546 โครงการ วงเงิน 1.97 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 13.76% ภาคใต้ 6,470 โครงการ วงเงิน 1.75 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 12.27% ภาคกลาง 4,429 โครงการ วงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 7.7% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6,570 โครงการ วงเงิน 1.72 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 12.05% และภาคตะวันออก 3,997 โครงการ วงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 7.73%







