
การตรวจสอบบัญชีเงินฝากชาวต่างชาติที่เสียชีวิตในไทย
ปรากฏการณ์ที่ชาวต่างชาติวัยเกษียณหันมาใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายในประเทศแถบเอเชีย อย่างเช่น อินเดีย เนปาล ศรีลังกา และโดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่น ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์ที่ชาวต่างชาติวัยเกษียณหันมาใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายในประเทศแถบเอเชีย อย่างเช่น อินเดีย เนปาล ศรีลังกา และโดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่น ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา
สาเหตุที่ทำให้ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวอเมริกันหรือยุโรปนิยมมาใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในประเทศแถบนี้ อาจเป็นเพราะยังมีพื้นที่ที่มีสภาพเป็นชนบท มีอากาศบริสุทธิ์เหมาะสำหรับการพักผ่อน ผู้คนมีอัธยาศัยดี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ระหว่างผู้คนยังคงมีให้พบเห็นได้ และที่สำคัญชาวต่างชาติส่วนใหญ่เข้ามาอยู่อาศัยโดยการใช้เงินจากการเกษียณ หรือเงินบำนาญที่ตนเองได้รับประมาณเดือนละ 2,000-3,000 เหรียญสหรัฐหรือยูโร
เงินจำนวนดังกล่าวถือว่าไม่มากมายอยู่ในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป แต่เมื่อนำมาใช้ในประเทศที่กล่าวมาหรือในประเทศไทย ทำให้เงินจำนวนดังกล่าวมีค่ามากขึ้นและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย
สำหรับประเทศไทยการเข้ามาอยู่อาศัยของชาวต่างชาติในช่วงแรกมักเป็นการเข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชื่นชมกับความสวยงามของทรัพยากรธรรมชาติ โบราณสถาน หรือสถานที่สำคัญ ก่อนที่จะเปลี่ยนใจมาอยู่แบบถาวรในเวลาต่อมา โดยมักจะพักอาศัยอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ อย่าง กรุงเทพมหานคร หรือในต่างจังหวัด อย่างเช่น จ.ภูเก็ต เกาะสมุย ตลอดจนจังหวัดทางภาคอีสาน เช่น จ.อุบลราชธานี มีชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งเข้ามาลงหลักปักฐานมีครอบครัวกับคนไทย
นอกจากนี้ ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีชาวญี่ปุ่นที่มาใช้ชีวิตวัยเกษียณจำนวนมาก เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยทางโรงพยาบาลสวนดอก จ.เชียงใหม่ ซึ่งรับรักษาผู้ป่วยชาวญี่ปุ่นจำนวนมากก็ได้มีการประสานงานไปยังแพทย์ หรือโรงพยาบาลที่ประเทศญี่ปุ่นเคยรักษา ทำให้ทราบข้อมูลของคนไข้ส่งผลให้การรักษาหรือให้ยาเป็นไปอย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ จนชาวญี่ปุ่นให้การยอมรับและชื่นชมการทำงานของแพทย์และโรงพยาบาลไทยมาแล้ว
การที่ชาวต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยต้องได้รับอนุญาตจากทางการไทย โดยการให้ใบอนุญาตพักอาศัย (Visa) เพียงแต่อาจมีเงื่อนไขการอนุญาตที่แตกต่างกัน โดยเงื่อนไขที่สำคัญอันหนึ่งในการออกใบอนุญาตให้ชาวต่างชาติวัยเกษียณพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ (Retirement Visa) นอกจากต้องมีอายุตั้งแต่ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปแล้วยังต้องแสดงหลักฐานทางการเงินอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ มีเงินฝากธนาคารในประเทศไทย ทั้งแบบออมทรัพย์หรือประจำไม่ต่ำกว่า 8 แสนบาท ณ วันที่ยื่นคำขอ หรือมีรายได้จากต่างประเทศเป็นเงินบำนาญ หรือเงินประกันสังคมไม่น้อยกว่าเดือนละ 6.5 หมื่นบาท หรือมีทั้งเงินฝากและรายได้จากต่างประเทศรวมกันไม่น้อยกว่า 8 แสนบาท และต้องแสดงหลักฐานการเงินดังกล่าวทุกครั้ง เมื่อยื่นขอต่อใบอนุญาตทุก 1 ปี สำหรับกรณีที่ชาวต่างชาติมีคู่สมรสหรือภรรยาเป็นคนไทย เงื่อนไขทางการเงินข้างต้นยังเหมือนเดิม แต่ปรับลดจำนวนเงินลงมาเป็น 4 แสนบาท
การที่ชาวต่างชาติวัยเกษียณได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย มิได้ทำให้ประเทศได้รับเพียงเงินขั้นต่ำที่ทางราชการกำหนดตามเงื่อนไขการขอใบอนุญาตพักอาศัย (Visa) เท่านั้น แต่ในบางกรณีเมื่อชาวต่างชาติอยู่อาศัยแล้วเกิดความพอใจ หรือตัดสินใจที่จะอยู่ในประเทศไทยไปตลอดชีวิต ก็จะโอนเงินออมของตนเองในต่างประเทศเข้ามาอีกด้วย ซึ่งเคยมีกรณีที่ชาวต่างชาติบางคนตัดสินใจโอนเงินออมของตนในต่างประเทศจำนวนกว่า 30 ล้านบาท เข้ามาเพื่อใช้จ่ายในประเทศไทย
ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือ เมื่อชาวต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยจนกระทั่งเสียชีวิตในประเทศไทย และทางครอบครัวหรือญาติของผู้เสียชีวิตในต่างประเทศประสงค์จะเข้ามาจัดการทรัพย์สิน โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคาร แต่กลับไม่สามารถดำเนินการได้ หรืออีกกรณีหนึ่งก็คือ ไม่พบเลยว่าผู้เสียชีวิตมีทรัพย์สินใดอยู่ในประเทศไทย สาเหตุของปัญหาส่วนหนึ่งมาจากกฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศไทยเองที่ถือว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธนาคารไม่ว่าของคนไทยหรือต่างชาติเป็นความลับที่ไม่อาจเปิดเผยแก่บุคคลอื่น
วิธีปฏิบัติทั่วไปของธนาคาร เมื่อเจ้าของบัญชีเสียชีวิตในประเทศไทย ทายาทที่ประสงค์จะเข้ามาจัดการบัญชีเงินฝากนั้นต้องยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อน เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว จึงสามารถนำคำสั่งศาลไปดำเนินการเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากที่เป็นทรัพย์มรดกนั้นได้
แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารพาณิชย์ จะมีกฎเกณฑ์หรือวิธีปฏิบัติในการตรวจสอบ หรือจัดการบัญชีเงินฝากที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดี แต่วิธีปฏิบัติดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากกับครอบครัวหรือญาติของชาวต่างชาติที่ประสงค์จะเข้ามาจัดการทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตในประเทศไทยได้ เนื่องจากทางครอบครัวหรือญาติของผู้ตายอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า ผู้ตายมีทรัพย์สินในประเทศไทยมากน้อยเพียงใด ทำให้ไม่สามารถประเมินได้ว่าการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพื่อจัดการทรัพย์สินของผู้ตายจะคุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายระหว่างที่อยู่ในประเทศไทย รวมถึงค่าติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้ตายที่ต้องเสียไปในการดำเนินการหรือไม่
นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่านอกจากประเทศไทยแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านอื่นในกลุ่มอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย ก็เป็นประเทศที่ชาวต่างชาติวัยเกษียณต่างก็อยากไปใช้ชีวิตบั้นปลายเช่นกัน และต่างก็พยายามที่จะลดเงื่อนไขหรืออุปสรรคในทางกฎระเบียบของการรับชาวต่างชาติเข้าไปอยู่อาศัย
จากสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้นถือว่าอยู่ในสภาพที่สามารถแก้ไข เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและให้ข้อมูลที่ชัดเจนกับครอบครัวหรือญาติของชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่อาศัยและเสียชีวิตในประเทศไทย ซึ่งคงต้องเริ่มจากการที่ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์ร่วมมือกันในการอำนวยความสะดวกให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ญาติหรือครอบครัวของชาวต่างชาติที่เสียชีวิตในประเทศไทย เช่น การบอกจำนวนเงินในบัญชีธนาคารอาจบอกเพียงจำนวนหลักฐานของเงิน เช่น หกหลักหรือเจ็ดหลัก หรือให้ญาติได้พอทราบข้อมูลในเบื้องต้น เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าสมควรเข้ามาดำเนินการหรือไม่ เป็นต้น หากจำเป็นต้องแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานก็ต้องรีบดำเนินการ
การเข้ามาพักอาศัยของชาวต่างชาติดังกล่าวข้างต้นถือเป็นสิ่งที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะจะทำให้มีเงินจำนวนมากเข้ามาหมุนเวียนภายในประเทศ อีกทั้งยังทำให้เกิดการกระจายรายได้ภายในประเทศอันเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วย สิ่งที่สำคัญยังเป็นการสร้างความประทับใจให้แก่ครอบครัวหรือญาติของผู้ตายที่ต้องเดินทางไกลมาจากต่างประเทศ ที่ได้เห็นการให้ความช่วยเหลือแก่ทั้งคนที่ตายและญาติของผู้ตาย เมื่อชาวต่างชาติโดยทั่วไปได้ทราบก็จะยิ่งทำให้อยากเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นอีก







