
8 บิ๊กบจ.เปิดวิสัยทัศน์
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต ได้นำ 8ผู้บริหารระดับสูง (6 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ) ของบริษัทจดทะเบียน 8 แห่ง เข้าร่วมงาน Thailand Major Forum เพื่อร่วมแสดงวิสัยทัศน์และมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วง 25 ปีข้างหน้า ให้กับผู้จัดการกองทุนภายในประเทศราวกว่า 90 ราย
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต ได้นำ 8ผู้บริหารระดับสูง (6 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ) ของบริษัทจดทะเบียน 8 แห่ง เข้าร่วมงาน Thailand Major Forum เพื่อร่วมแสดงวิสัยทัศน์และมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วง 25 ปีข้างหน้า ให้กับผู้จัดการกองทุนภายในประเทศราวกว่า 90 ราย
ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ประกอบด้วย “ชนินท์ ว่องกุศลกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บ้านปู (BANPU) นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ “ไพบูรณ์ นาโคศิริ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) “วิชา พูลวรลักษณ์” ประธานกรรมการบริหารบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) “อนนต์ สิริแสงทักษิณ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ “ปฏิภาณ สุคนธมาน” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล (PTTGC) “อภิชาติ จูตระกูล” ประธานอำนวยการบริษัท แสนสิริ (SIRI) และ “อรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) และ “ปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล” กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) และ “ธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF)
ได้ข้อสรุปว่า
ประการแรก ไม่มีความกังวลนักต่อแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศในปีหน้า ถึงแม้การเติบโตอาจชะลอตัวลง
ประการที่สอง ไม่ได้มีการแสดงท่าทีความกังวลต่อปัจจัยด้านการเมือง เนื่องจากอุปสรรคต่อแผนการเติบโตมีค่อนข้างมีจำกัด
ประการที่สาม เศรษฐกิจยุโรปยังคงเป็นปัจจัยความเสี่ยง ส่งผลให้การซื้อกิจการจำเป็นต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการมุ่งเน้นการเติบโต
ประการที่สี่ แนวโน้มผลการดำเนินงานของกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง ต่างจากบริษัทในกลุ่มพลังงานที่ยังคงดำเนินการอย่างอนุรักษนิยม และยังไม่เห็นแนวโน้มอุตสาหกรรมฟื้นตัวในปีหน้าอย่างชัดเจน
ประการที่ห้า บริษัทส่วนใหญ่มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงกลยุทธ์การเติบโตในช่วง 25 ปีข้างหน้า ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และการแข่งขันในภายประเทศเพิ่มสูงขึ้น
ปัจจัยสำคัญจากผู้บริหาร
BANPU : การบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพในช่วงที่สถานการณ์ราคาถ่านหินอ่อนตัวลง 2 ปีข้างหน้า เพื่อการันตีอัตราผลตอบแทน ในขณะที่คดีความยังคงใช้ระยะเวลาอีกหลายปี
TISCO : มั่นใจต่อการเติบโตในอัตราที่มากกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรม และมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ที่สูงต่อเนื่อง
TUF : ธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันเพียงพอต่อการเติบโตในอนาคต ในขณะโอกาสที่บริษัทไม่เร่งซื้อกิจการ ก็มีความเป็นไปได้
MAJOR : ปรับรูปแบบทิศทางการดำเนินธุรกิจเล็กน้อยสำหรับภาพยนตร์ไทยเพื่อรองรับการรุกแผนการขยายกิจการ
BCH : ดำเนินธุรกิจการเติบโตได้อย่างดี ท่ามกลางสถานการณ์ความต้องการของอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงสูง
SIRI : เร่งรุกการขยายโครงการและมีความมั่นใจต่อเสถียรภาพยอดขายให้ทรงตัวอยู่ในระดับสูง
CPALL : ไม่มีความกังวลต่อการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากรูปแบบการดำเนินธุรกิจมีความแข็งแกร่งและเหนือกว่าคู่แข่ง
PTTGC : จะสามารถก้าวผ่านจุดตกต่ำของอุตสาหกรรมที่ยืดเยื้อไปจนถึงปี 25562557 และมองหาแผนการลงทุนใหม่ในช่วง 510 ข้างหน้า
ชนินท์ ว่องกุศลกิจ ให้มุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดถ่านหินที่อ่อนตัวลง และปัจจุบันอยู่ในจุดต่ำสุดไปอีก 12 ปีข้างหน้า จากการผลิตที่เพิ่มขึ้นในตลาดส่งออก แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง และถ่านหินจะเข้าสู่วงจรการขาดตลาดในช่วง 25 ปีข้างหน้า ในช่วงปีที่ราคาถ่านหินอ่อนตัวลง BANPU มุ่งเน้นการพัฒนาบริหารต้นทุนและคงอัตรานโยบายเงินปันผลสุทธิ สำหรับคดีความที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้าหงสา คาดไม่ต่ำกว่า 5 ปีกว่าจะมีการตัดสิน และ BANPU ไม่มีแผนการตั้งสำรอง
ปัจจัยสำคัญจากผู้บริหารระดับสูงมีดังต่อไปนี้ : ราคาถ่านหินในปี 25552556 เป็นจุดต่ำสุด ได้รับความกดดันจากการผลิตใหม่ และ Shale Gas ที่มีราคาถูก การฟื้นตัวในปี 2557 เมื่อการส่งออกถ่านหินของสหรัฐแตะระดับสูงสุดที่ 50 ล้านตัน (เทียบกับ 30 ล้านตัน ในปี 2554 และ 40 ล้านตัน ในปี 2555) คาดราคาถ่านหินฟื้นตัวแข็งแกร่งตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไปหลังความต้องการถ่านหินมีอัตราที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการผลิต
ราคาถ่านหินที่ต่ำกว่า 80 เหรียญสหรัฐต่อตัน จะทำให้ผู้ประกอบการเหมืองถ่านหินหลายรายจำเป็นต้องปิดฐานการผลิต และเมื่อถึงจุดนั้นน่าจะถือได้ว่าเป็นจุดต่ำสุดของอุตสาหกรรม
ปัจจัยพื้นฐานของตลาดถ่านหินนอกสหรัฐ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความต้องการที่แข็งแกร่งจากประเทศอินเดีย จีน และญี่ปุ่น เป็นปัจจัยขับเคลื่อน เช่นเดียวกันกับความต้องการไฟฟ้า
“ชนินท์” ยกตัวอย่างกำลังการผลิตไฟฟ้าของอินเดียในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 100 กิกะวัตต์ (สำหรับประชากร 1,200 ล้านคน) ยังคงต่ำกว่าจีนที่ระดับ 900 กิกะวัตต์ (จำนวนประชากร 1,300 ล้านคน)
ไม่มีความจำเป็นที่ BANPU ต้องเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจจากผลิตภัณฑ์ถ่านหิน เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง และสถานการณ์การผลิตล้นตลาดจะเริ่มลดความรุนแรงลง
BANPU ยังคงมีผลการดำเนินงานเป็นกำไรในช่วงที่ตลาดตกต่ำและมีต้นทุนเงินสด
กลยุทธ์สำคัญในช่วงที่ตลาดถ่านหินอ่อนตัวลงคือการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ การขยายกำลังการผลิตของธุรกิจโรงไฟฟ้า บริหารความเสี่ยงอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) และคงอัตราการจ่ายเงินปันผลสุทธิให้แก่ผู้ถือหุ้น (หรือเพิ่มอัตราจ่ายปันผลจาก 3035% เป็น 5055%)
ยกตัวอย่างการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ เช่น การปิดเหมืองถ่านหินที่มีต้นทุนสูง การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง การบริหารอัตราส่วน Strip Ratio การทบทวนการลงทุนและเงินลงทุน (Capex) เป็นต้น การบริหารต้นทุนสามารถช่วยลดต้นทุนเงินสดของธุรกิจในอินโดนีเซียลงจาก 70 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็น 6265 เหรียญสหรัฐต่อตันได้
“ชนินท์” คาดราคาถ่านหินจะฟื้นตัวจากระดับที่ตกต่ำในปัจจุบันภายในไตรมาสแรกปี 2556 หลังสถานการณ์การผลิตล้นตลาดลดความรุนแรงลงในช่วง 58 เดือนข้างหน้า และยังคาดว่าราคาถ่านหิน สัญญาอ้างอิง สำหรับปี 2556 อยู่ที่ระดับ 9597 เหรียญสหรัฐต่อตัน (เทียบกับ 115 เหรียญสหรัฐต่อตันในปีนี้)
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ยังคงมองบวกต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชน และแนวโน้มธุรกิจของ BCH จากความต้องการที่สูงขึ้นจากในโครงการสุขภาพพื้นฐานของภาครัฐที่จำเป็นต้องให้โรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมโครงการ และการเข้ามาใช้บริการของผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้นยังคงสร้างโอกาสการเติบโตของ BCH ในทุกกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงล่าง
ประเด็นสำคัญที่ได้รับจากผู้บริหารมีดังนี้ :
นพ.เฉลิม เริ่มบรรยายโดยการอธิบายและให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการสุขภาพพื้นฐานของภาครัฐ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 โครงการ ดังต่อไปนี้ สวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัว (CS), โครงการประกันสังคม (SS) และโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UC) เนื่องจากขนาดของตลาดค่อนข้างใหญ่กว่า 2.5 แสนล้านบาท และความต้องการด้านการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงงบประมาณที่จำกัดของภาครัฐ และการให้บริการด้านประกันสังคมที่ยังคงไม่ดีนัก โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งรวมถึง BCH จึงมีโอกาสในการเข้าไปให้บริการเพื่อรองรับกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น โดยการเข้าร่วมให้บริการแก่ผู้ป่วยในระบบสุขภาพพื้นฐานของภาครัฐ
ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการผู้ป่วยเงินสดในตลาดระดับกลางจะได้รับประโยชน์จากการที่ผู้ป่วยที่อยู่ในระบบการให้บริการสุขภาพพื้นฐานของภาครัฐ โดยเฉพาะผู้ป่วยในกลุ่ม UC ที่เปลี่ยนมาใช้บริการเงินสดจากโรงพยาบาลเอกชนแทน นอกจากความต้องการใช้บริการสาธารณสุขพื้นฐานของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยหนึ่งที่ขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมโรงพยาบาลในภาคเอกชน คือ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ความต้องการจากผู้ป่วยต่างชาติที่ยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากความสามารถในเชิงการแข่งขันด้านราคาและสถานที่ตั้ง ขนาดของตลาดรวมสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ยังคงสูงกว่า 2 แสนล้านบาท
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อการเข้ามาใช้บริการของผู้ป่วยต่างชาติ นพ.เฉลิม มองว่าปัจจัยที่กดดันอุตสาหกรรมด้านสถานพยาบาลของไทยคือการขาดแคลนบุคลากรด้านการแพทย์ที่จะมารองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น
นพ.เฉลิม คาดว่าจะไม่เห็นธุรกรรมการซื้อกิจการขนาดใหญ่ เนื่องจากสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดีเหลือไม่มากนักในตลาด และมองว่าวิธีการขยายพอร์ตธุรกิจโรงพยาบาลให้เติบโต คือ การลงทุนในโครงการใหม่
นพ.เฉลิม ยังคงเชื่อว่าอุตสาหกรรมด้านการแพทย์ภายในประเทศในท้ายที่สุดจะมีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่มีอำนาจควบคุมตลาด (และหนึ่งในนั้น คือ BCH) ซึ่งมีความสามารถในเชิงการแข่งขัน เช่น ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง แบรนด์เป็นที่ยอมรับและมีโครงข่ายที่เข้มแข็ง หรือมีการประหยัดต่อขนาด BCH จะเริ่มขยายการให้บริการเข้าสู่ทุกกลุ่มลูกค้า ในตลาดระดับบน BCH จะเปิดให้บริการภายใต้แบรนด์ The World Medical Center และโครงการแรกตั้งอยู่บนถนนแจ้งวัฒนะ เปิดให้บริการในเดือน ธ.ค. 2555
สำหรับตลาดระดับกลาง BCH ยังคงให้บริการภายในแบรนด์เกษมราษฎร์ ในขณะที่ตลาดระดับล่าง BCH จะก่อสร้างโรงพยาบาลรูปแบบใหม่สำหรับผู้ป่วยโครงการประกันสังคม ภายใต้แบรนด์ใหม่ BCH ไม่มีแผนการขยายกิจการในตลาดต่างประเทศถึงแม้มีการเปิดเออีซีก็ตาม ความล้มเหลวของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า การขยายกิจการในต่างประเทศไม่ประสบความสำเร็จ อุปสรรคสำคัญคือปัจจัยด้านกฎหมาย
ด้านCPALLปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุลกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญจากผู้บริหารอยู่ในเชิงบวก และค่อนข้างมั่นใจต่อแผนการเติบโตในอนาคตข้างหน้าของCPALLในขณะที่ความกังวลที่นักลงทุนให้ความสนใจคือการ
แข่งขันที่เริ่มรุนแรงขึ้น แต่ผู้บริหารมองว่าตลาดยังมีขนาดใหญ่และไกลจุดอิ่มตัว รวมถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งของCPALLมีความก้าวหน้าเหนือคู่แข่งในอุตสาหกรรม
ปัจจัยสำคัญจากผู้บริหารระดับสูงมีดังต่อไปนี้ :
เนื่องจากนักลงทุนต่างมีความกังวลต่อจุดอิ่มตัวในประเทศไทย แต่“ปิยะวัฒน์”เชื่อว่าตลาดยังคงอยู่ในช่วงแรกๆ ของการเติบโต โดยจำนวนสาขารวมสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกเท่าตัวจากปัจจุบัน (ราว 1 หมื่นสาขา) ได้อย่างไม่ยากนัก จุดที่ต้องระวังคือการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น แต่ไม่ได้แสดงความกังวล เนื่องจากCPALLมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีแผนการเติบโตที่ชัดเจน
“ปิยะวัฒน์”ยังแสดงวิสัยทัศน์ให้นักลงทุนได้มั่นใจ ลดความกังวลต่อปัจจัยด้านการแข่งขัน รวมถึงอธิบายเกี่ยวกับปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต
ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตยังคงดำเนินต่อเนื่องไปอีกหลายปีข้างหน้า คือ
ประการแรก การขยายสาขาราวกว่า 500 สาขาต่อปี ไปจนถึงปี 2561 และคงเป้า 1 หมื่นสาขา (เทียบกับ 6,800 สาขา ในปี 2555)
ประการที่สอง อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม 8-10% ต่อปี ในช่วงอย่างน้อย 3 ปีข้างหน้า
ประการที่สาม แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มสูงขึ้นราว 0.30% ต่อปี ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว ในขณะบริษัทมีการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการออกโปรโมชันและการพัฒนาและปลดล็อกห่วงโซ่การผลิต
ปิยะวัฒน์ มีมุมมองเป็นบวกต่อทิศทางการออกแบบและพัฒนาสินค้า รวมถึงนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ กระบวนการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของบริษัท หากมองในมุมมองประชาชนคนหนึ่ง การเดินเข้าสู่ร้าน 7-11
“เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และภายในร้านก็มีผลิตภัณฑ์หลากหลายให้เลือกซื้อ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกและจับจ่ายได้”
ถึงแม้รูปแบบของแผนการดำเนินธุรกิจอาจดูเหมือนมีความก้าวหน้าสูงแล้ว แต่เชื่อว่ายังคงมีช่องว่างสำหรับการเติบโตจากการปลดล็อกด้านห่วงโซ่การผลิต และการขนส่ง เช่น จำนวนของศูนย์กระจายสินค้า ซึ่งจะช่วยให้บริษัทรับรู้การเติบโตได้ดีขึ้นในตลาดต่างจังหวัดปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตและแนวโน้มผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ขาขึ้นยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
วิชา พูลวรลักษณ์ได้ทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจของMAJORโดยให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายจำนวนจอภาพ ยนตร์จากเดิมที่เพิ่ม 20-40 จอต่อปี เพิ่มเป็น 100 จอในปี 2556 โดยการที่คุณวิชาเร่งอัตราการขยายจำนวนจอก็เนื่องจากว่ามีความมั่นใจต่อพัฒนาการของรูปแบบการดำเนินชีวิตของประชาชนที่มีความเป็นอยู่ที่ร่วมสมัยมากขึ้น เป็นความต้องการขับเคลื่อนการเติบโต
ประเด็นสำคัญจากการประชุมมีดังต่อไปนี้ : MAJORเร่งรุกขยายจำนวนจอในตลาดต่างจังหวัด เห็นได้จากเพิ่มจำนวนจอภาพยนตร์ใหม่ 100 จอ ในปี 2556 (60 จอ ในต่างจังหวัด) เทียบกับเพิ่มขึ้น 40 จอ ในปี 2555 และ 22 จอ ในปี 2554 และอัตราการขยายจำนวนจอดังกล่าวอาจต่อเนื่องไปในปี 2557 เมื่อMAJORจะมีจำนวนจอทั้งสิ้น 600 จอ ในปี2557 จาก 423 จอในปัจจุบัน
การขยายจำนวนจอภาพยนตร์จะเติบโตไปพร้อมกับการเร่งขยายกิจการของผู้ประกอบการค้าปลีกและไฮเปอร์มาร์เก็ต
“วิชา”คาดรายได้จากตลาดต่างจังหวัดจะเป็นสัดส่วน 50% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จาก 1 ใน 3 ในปัจจุบัน เพื่อรองรับการเติบโตของจำนวนจอ 100 จอต่อปี ซึ่งเน้นในตลาดต่างจังหวัด MAJORจึงไม่สามารถพึ่งพาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของฮอลลีวูดและไทยที่ทั้งปีมีทั้งภาพยนตร์โดดเด่นและไม่โดดเด่นนัก บริษัทเริ่มเข้ามามีบทบาทกับการสร้างภาพยนตร์ไทยมากขึ้น เนื่องจากมองว่าเป็นเนื้อหาหลักในตลาดต่าง
จังหวัด การร่วมมีบทบาทมีทั้งในเชิงของการนำเสนอความคิด การจับคู่ดารานักแสดงที่มีความสามารถร่วมสร้างภาพยนตร์ที่มีคุณภาพ รวมถึงการร่วมลงทุนและการลงทุนสร้างภาพยนตร์เอง เป็นต้น
ในมุมมอง บล.ธนชาต เห็นด้วยกับการเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในเรื่องของคอนเทนต์ เนื่องจากมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโต แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของMAJORจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีความผันผวนสูง
ผลการดำเนินงานของMAJORในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปในทิศทางบวก เติบโตไปพร้อมกับการบริโภคของประชาชนที่แข็งแกร่ง ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมค้าปลีกและสื่อ ถึงแม้รายได้จากการขายตั๋วจะปรับตัวลดลงหลังภาพยนตร์ที่สร้างได้สูงลดลง แต่รายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีอัตรากำไรสูงเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด เนื่องจากจำนวนผู้รับชมภาพยนตร์มีเพิ่มสูงขึ้น รายได้จากค่าโฆษณาจึงอยู่ในช่วงที่มีการเติบโตแข็งแกร่ง ในขณะที่ธุรกิจในประเทศอินเดียมีแนวโน้มสดใสMAJORตั้งเป้าเปิดให้บริการเลนโบว์ลิง 200 เลน ภายในสิ้นปี 2556 จาก 30 เลนในปัจจุบัน เติบโตไปพร้อมกับ
จำนวนห้างสรรพสินค้า และสาขาของค้าปลีกในหัวเมืองใหญ่
สำหรับการเปิดเออีซีMAJORมองหาโอกาสการลงทุนในกัมพูชาและเวียดนาม โดยที่ในขั้นต้นจะเริ่มร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในท้องถิ่นคุณวิชาคาดจะสามารถประกาศดีลดังกล่าวได้ภายในสิ้นปีนี้ และจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2557
อนนต์ สิริแสงทักษิณมีความมั่นใจว่าPTTGCอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง พร้อมเผชิญกับการอ่อนตัวลงของเศรษฐกิจโลกที่อาจยืดเยื้อ เนื่องจากบริษัทมีความสามารถในเชิงการแข่งขันด้านโครงสร้างต้นทุน ถึงแม้
มีความไม่แน่นอนของพัฒนาการ Shale Gasและการฟื้นตัวของอุปสงค์ โดยมองการลงทุนในผลิตภัณฑ์HVS(High ValueSpecialties) และไบโอพลาสติกเป็นโอกาสการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต 5-10 ปีข้างหน้า
ประเด็นสำคัญผู้บริหารระดับสูงมีดังต่อไปนี้ :“ปฏิภาณ”เห็นโอกาสที่อุตสาหกรรมจะอยู่ในสถานการณ์ที่ตกต่ำและมีความยืดเยื้อออกไปในปี 2556-2557 จากการอ่อนตัวลงของเศรษฐกิจยุโรป เนื่องจากไม่มีกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ในระยะสั้น คาดอุปสงค์จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีฟื้นตัว แต่อุปสงค์ยังคงอ่อนแอในช่วงที่ผ่านมา และยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว ลูกค้าในจีนยังคงมีความระมัดระวังและคงสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับต่ำ
ถึงแม้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไม่สดใสนัก แต่“อนนต์”เชื่อว่าPTTGCอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง มีฐานการผลิตแบบGas-Basedและบริษัทมีความยืดหยุ่นสูงสามารถก้าวผ่านความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ และมีความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากได้เปรียบในเชิงของโครงสร้างต้นทุน และมีFeedstockหลังจากการควบรวม
“อนนต์”เปิดเผยถึงโอกาสการลงทุนในผลิตภัณฑ์ประเภทปลายน้ำ บริษัทจะเน้นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีบางประเภทเท่านั้น การลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้า และมองพัฒนาการของ Shale Gasในสหรัฐ เป็นโอกาสของPTTGCแต่สถานการณ์ในปัจจุบันยังคงเร็วเกินไปที่จะเริ่มเข้าไปร่วมมีบทบาท เนื่องจากยังคงมีความไม่แน่นอนหลายปัจจัย เช่น ค่าใช้จ่ายในการเข้าซื้อสูง
PTTGCอยู่สถานะที่สามารถก้าวผ่านอุปสรรคของอุตสาหกรรมได้ในปี 2556-2557 และมองหาโอกาสการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต 5-10 ปีข้างหน้า
อภิชาติ จูตระกูลSIRIเร่งรุกการขยายเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทเป็นผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศปีนี้ในเชิงของ Presalesและยอดขาย โดย
บริษัทสามารถรักษาเสถียรภาพของยอด Presalesที่ค่อนข้างสูงในปีนี้ที่ 4 หมื่นล้านบาท เกิดจากแรงขับเคลื่อนในตลาดต่างจังหวัดที่จะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในหลายปีข้างหน้า ขณะที่สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงไม่มีสัญญาณฟองสบู่ และการเติบโตที่แข็งแกร่งของSIRIเป็นการเติบโตจากการแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมที่สูงกว่าปกติ
การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในตลาดต่างจังหวัดยังคงอยู่ในช่วงแรกๆ และการเติบโตน่าจะยังคงดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ตลาดที่SIRIเน้นให้ความสำคัญคือบ้านหลังที่สอง หรือบ้านพักตากอากาศของคนกรุงเทพฯ (เช่น ภูเก็ต พัทยา หัวหิน เขาใหญ่ เป็นต้น) และที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนในพื้นที่ ราคาโครงการ2-3ล้านบาทต่อยูนิต (เช่น อุดรธานี นครราชสีมา ระยอง เป็นต้น)
ถึงแม้อัตราส่วนPresales/Equityค่อนข้างสูง 2.3 เท่า ทำให้นักลงทุนมีความกังวลต่อกระแสเงินสดและฐานะทางการเงินหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่บริษัทมีมาตรการรองรับ และการออกหุ้นกู้ระยะยาวน่าจะช่วยให้การก่อสร้างโครงการดำเนินต่อไปได้ ในขณะที่อัตราส่วนGearingลดลงเป็น 2 เท่า จากการแปลงสภาพ วอร์แรนต์ และน่าจะลดลงเป็น 1.8 เท่า ภายในสิ้นปีนี้ (อิงไม่มีการแปลงสภาพWarrantเพิ่ม)







