posttoday
คิดให้รอบคอบก่อนจะมีหนี้

คิดให้รอบคอบก่อนจะมีหนี้

22 ตุลาคม 2555

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย คุณเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ระบุว่า ธปท.จะดูแลการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนให้มากขึ้น หลังจากที่สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของภาคครัวเรือนเริ่มสูงขึ้น โดยล่าสุดอยู่ที่ระดับ 40-50% ของรายได้รวม เทียบกับอดีตซึ่งเคยอยู่ระดับ 30% และหนี้เหล่านี้ยังไม่นับรวมกับหนี้นอกระบบซึ่งไม่รู้ว่ามีสัดส่วนเท่าใด หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ถ้าสูงมากเกินไปย่อมสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมหภาคด้วย จึงเป็นเหตุผลที่ ธปท.เองไม่อยากให้สัดส่วนหนี้เหล่านี้เพิ่มมากเกินไป แต่อย่างไรก็ตามการดูแลจะต้องไม่กระทบกับประชาชนที่มีความจำเป็นต้องการใช้เงิน และ ธปท.จะดูแลให้ประชาชนกลุ่มนี้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบมากเกินไปด้วย

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย คุณเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ระบุว่า ธปท.จะดูแลการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนให้มากขึ้น หลังจากที่สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของภาคครัวเรือนเริ่มสูงขึ้น โดยล่าสุดอยู่ที่ระดับ 40-50% ของรายได้รวม เทียบกับอดีตซึ่งเคยอยู่ระดับ 30% และหนี้เหล่านี้ยังไม่นับรวมกับหนี้นอกระบบซึ่งไม่รู้ว่ามีสัดส่วนเท่าใด หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ถ้าสูงมากเกินไปย่อมสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมหภาคด้วย จึงเป็นเหตุผลที่ ธปท.เองไม่อยากให้สัดส่วนหนี้เหล่านี้เพิ่มมากเกินไป แต่อย่างไรก็ตามการดูแลจะต้องไม่กระทบกับประชาชนที่มีความจำเป็นต้องการใช้เงิน และ ธปท.จะดูแลให้ประชาชนกลุ่มนี้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบมากเกินไปด้วย

โดยสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของภาคครัวเรือนนั้น ทางสหรัฐอเมริกาเคยมีการศึกษาว่า สัดส่วนที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 28% ซึ่งเท่ากับที่กำหนดในประเทศไทย โดยสัดส่วนหนี้ทั้งหมด (รวมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หนี้บัตรเครดิต ฯลฯ) ไม่ควรเกิน 28% และหากนับเฉพาะสินเชื่อเพื่อการบริโภคอย่างเดียว เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล ฯลฯ ไม่ควรเกิน 15% ของรายได้ เพราะหากเกินกว่านั้นแล้ว เราจะขาดความยืดหยุ่นในการใช้จ่าย ตัวอย่างเช่น หากบางเดือนเรามีค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เกิดขึ้น เช่น ต้องจ่ายค่าซ่อมบ้าน ซ่อมรถ หรือรักษาพยาบาล ฯลฯ เราก็อาจประสบปัญหาได้ นอกจากนี้การมีหนี้มากเกินไป ยังลดโอกาสของการสร้างความมั่งคั่งอีกด้วย อย่างเช่น หากเราพบโอกาสการลงทุนที่ดี เราก็ไม่สามารถคว้าโอกาสนั้นๆ ได้ เพราะโอกาสที่ดีมีให้กับผู้ที่มีความพร้อมเท่านั้น

เราลองมาคิดดูหากเรามีหนี้มากและประสบปัญหาความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้จ่ายเงิน หรือพบโอกาสการลงทุนที่ดี เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ทางเลือกมีไม่มากนัก เช่น ขายทรัพย์สินที่มีอยู่ หรือก่อหนี้เพิ่ม การขายทรัพย์สินที่มี หากเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีสภาพคล่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินที่เรามักชอบซื้อเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตัว เช่น รองเท้า เสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ หากจะขายก็มักจะต้องขายต่ำกว่าราคาที่ซื้อมามากๆ อีกทางเลือกหนึ่งก็คือ การก่อหนี้เพิ่ม ซึ่งหลายคนมักจะเลือกหนี้นอกระบบ เพราะไปขอกู้ตามสถาบันการเงินต่างๆ มักไม่ให้กู้แล้ว เนื่องจากภาระหนี้ที่สูงเกินไปและหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 5 ต่อเดือน หากคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อปีจะเท่ากับ 60% ต่อปี เราจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายดอกเบี้ยที่งอกอย่างรวดเร็วนี้ได้ทัน

ในทางศาสนาพุทธเมื่อเกิดทุกข์ก็ต้องดับที่เหตุของทุกข์ รายได้ไม่เคยเหลือเก็บ ก็เพราะว่าเราใช้จ่ายมากเกินไปจนถึงขั้นเป็น “หนี้” ส่วนใหญ่ที่เป็นหนี้ในขณะนี้ก็คือ หนี้บัตรเครดิต หนี้ที่สอง คือ หนี้บ้านหรือการผ่อนคอนโดมิเนียม และหนี้สุดท้าย คือ หนี้รถยนต์

“หนี้บัตรเครดิต” เป็นหนี้ที่คิดดอกเบี้ยแพงสุดถึง 20% ต่อปี และเป็นหนี้ที่เป็นปัญหาสำหรับสังคมไทยมากที่สุด โดยในปี 2554 ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ให้ข้อมูลว่า “ตั้งแต่เดือน ม.ค.จนถึงเดือน ส.ค. 2554 นี้ ปัญหาที่มีการร้องเรียนและขอคำปรึกษาเข้ามาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคมากเป็นอันดับ 1 เป็นปัญหาเกี่ยวกับการเงินหนี้สินของผู้บริโภคโดยมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 50 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด และที่นำมาเป็นอันดับ 1 ในปัญหากลุ่มการเงินและหนี้สิน คือปัญหาหนี้บัตรเครดิตซึ่งมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 50 ของกลุ่มปัญหาเรื่องหนี้สินทั้งหมด ยอดร้องเรียนในลักษณะนี้เป็นมาตั้งแต่ช่วงปี 25472548 ที่ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบัตรเครดิตโดยไม่ได้กำหนดฐานรายได้ ไม่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ชัดเจน ไม่มีการให้ข้อมูลที่เพียงพอครบถ้วนในการเลือกใช้บัตรเครดิตอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้ถือบัตรเครดิตจำนวนมากประสบปัญหาหนี้สินมาจนถึงวันนี้...”

การมีบัตรเครดิตไม่ใช่เพิ่มเงินในกระเป๋า แต่เป็นการที่เราเอาเงินของเราในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน โดยขอยืมจากสถาบันการเงินผู้ออกบัตรก่อน เมื่อยืมเขามาก็ต้องชดใช้ เมื่อเขาให้ยืม เขาก็ต้องคิดดอกเบี้ยเป็นธรรมดา และเมื่อเขาไม่มีหลักทรัพย์อะไรจากเราค้ำประกันเผื่อเราไม่ชำระหนี้ เขาก็ย่อมคิดดอกเบี้ยสูงเป็นธรรมดา ทำนองเดียวกับหนี้ผ่อนบ้านกับหนี้ผ่อนรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น จากโครงการบ้านหลังแรกกับโครงการรถยนต์คันแรก ซึ่งเรากังวลมาก เพราะคนที่จะมีบ้านหลังแรกหรือรถยนต์คันแรก น่าจะเป็นคนหนุ่มสาวที่เพิ่งจบการศึกษา หากประเมินตามเงินเดือนขั้นต่ำปริญญาตรีที่ 1.5 หมื่นบาท จะสามารถรองรับค่าใช้จ่ายด้านสินเชื่อและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำมันหรือก๊าซ ค่าประกันภัย ค่าจอดรถ ฯลฯ ได้อย่างไร ดังนั้น การแก้ปัญหาหนี้ที่ดี ก็คือ การป้องกันไม่ให้เป็นหนี้ย่อมดีกว่าการแก้ไขเมื่อเป็นหนี้แล้ว ดังนั้นหากไม่อยากเป็นหนี้ท่องไว้เลย “ไม่ใช้ ไม่ซื้อ ถูกแค่ไหนก็ไม่ซื้อ โปรโมชันดีอย่างไรก็ไม่ซื้อ”

คราวนี้คุณผู้อ่านก็ลองพิจารณาว่า ถ้าจะเป็นหนี้ควรเลือกที่จะเป็นหนี้ประเภทใดเพื่อกันเงินออมเอาไว้ลงทุนในระยะยาว หากคุณต้องการที่ปรึกษาการเงิน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 02-680-3333

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน