
"ชูรัชฏ์ ชาครกุล”ทายาท"LALIN"รุคคอนโดมิเนียมเพื่อคนรุ่นใหม่
บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ (LALIN) อสังหาริมทรัพย์ที่เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครบ 10 ปี และ ณ สิ้นปี 2554 บริษัทมีโครงการที่จะเปิดขายอยู่ทั้งสิ้น 32 โครงการ มูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 2.45 หมื่นล้านบาท
บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ (LALIN) อสังหาริมทรัพย์ที่เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครบ 10 ปี และ ณ สิ้นปี 2554 บริษัทมีโครงการที่จะเปิดขายอยู่ทั้งสิ้น 32 โครงการ มูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 2.45 หมื่นล้านบาท
“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ในวันนี้กำลังเข้าสู่ยุคปรับเปลี่ยนการทำธุรกิจจากเดิมที่จะเป็นผู้พัฒนา บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ เป็นหลักภายใต้สโลแกนที่ว่า “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” ก็ได้ขยายตัวเข้าสู่การพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม เมื่อปลายปี 2554 เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับการเข้าสู่ยุคผู้บริหารรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าไปเสริมทัพในการร่วมบริหารกิจการ
ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ว่าก็คือ “ชูรัชฏ์ ชาครกุล” กรรมการและผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจใหม่ บุตรชาย “ไชยยันต์ ชาครกุล” ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ กรรมการผู้จัดการ ซึ่งถูกวางตัวให้เป็นผู้นำพากิจการเติบใหญ่ในอนาคต
ชูรัชฏ์ กล่าวว่า การกลับเข้ามาทำงานใน “ลลิลฯ” ถือเป็นปกติและเป็นหน้าที่ที่จะต้องเข้ามาช่วยและร่วมบริหารกิจการ ซึ่งการกลับเข้ามานี้ทางบริษัทก็ได้ตั้งฝ่ายใหม่ขึ้นมาคือ ฝ่ายธุรกิจใหม่ๆ คือ การเข้ามาเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาโครงการคอนโด ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ของลลิลฯ และนับจากเข้ามาทำงานก็ได้มีการเปิดคอนโดใหม่รวม 3 โครงการ ภายใต้แบรนด์ “LEVO”
โครงการแรกที่ดำเนินการ LEVO ลาดพร้าว 18 เป็นคอนโด 8 ชั้น ใกล้จุดขึ้นลงของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว เมื่อปลายปี 2554 และรามคำแหง 43/1 ซึ่งทั้งสามโครงการเปิดการขายอย่างเป็นทางการในงานมหกรรมบ้านและที่ดิน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อช่วงวันที่ 11-14 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ซื้อทั้งในส่วนของบ้านและคอนโด
สำหรับแผนงานในอนาคต ลลิลฯ ยังคงเป็นกิจการที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่องนับจากนี้รายได้จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 15-20% หรือปีนี้จะมีรายได้ในระดับที่เกินกว่า 2,000 ล้านบาท เทียบกับจำนวน 1,800 ล้านบาท เมื่อปี 2554 และอนาคตสัดส่วนรายได้ธุรกิจคอนโดก็จะสูงขึ้นจากปัจจุบันที่หลักๆ จะยังคงมาจากบ้านเดียวและทาวน์เฮาส์
แนวคิดการแตกไลน์มาทำคอนโดมิเนียมนั้นไม่ใช่อยู่ๆ แล้วบริษัทลุกขึ้นมาพัฒนา แต่กว่าที่จะพัฒนาได้มีการทำวิจัย ทำการสำรวจตลาดและวิเคราะห์ตลาด วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า ว่ามีความต้องการใช้ชีวิตในรูปแบบใด “ซึ่งก็ค้นพบว่าเราต้องทำคอนโดเพื่อคนรุ่นใหม่”
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าตลาดตอนนี้มีโครงการคอนโดจำนวนมาก แต่จากผลการสำรวจพบว่าลลิลฯ ยังสามารถที่จะเข้าสู่ตลาดคอนโดได้และยังมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายของบริษัทคือ กลุ่มคนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ มีรายได้เฉลี่ย 2.54 หมื่นบาทต่อเดือน
ซึ่งเชื่อว่าแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เจ้าตลาดคอนโดคงสำเร็จได้ไม่ยากนัก
หากดูประวัติการศึกษาและประสบการณ์การทำงานแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนักกับ “ชูรัชฏ์” ผู้บุกเบิกการลงทุนในคอนโด เพราะก่อนที่เขาจะลงมือทำหรือพัฒนาอะไรจะต้องผ่านการวิเคราะห์และพิจารณาอย่างละเอียด และรอบคอบให้มากที่สุด โดยมีเป้าหมายสร้างผลประโยชน์ให้แก่กิจการเป็นอย่างดี
“ชูรัชฏ์” ผ่านการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือคนในแวดวงรู้จักกันดีว่า “วศ.” ซึ่งมีความรักเพื่อน รักพี่ รักน้องในสถาบันแห่งนี้อย่างแนบแน่น และหากดูผู้บริหารองค์กรใหญ่ระดับแถวหน้าของประเทศไทย ทั้งที่เป็นมืออาชีพหรือเจ้าของกิจการก็ล้วนเป็น วศ.จากจุฬาฯ และเขาคือ วศ. รุ่น 79 นั่นเอง
ชูรัชฏ์ ได้เรียนรู้งานที่อื่นก่อนมาร่วมงานที่ลลิลฯ หลังจบการศึกษาเข้าทำงานฝ่ายสินเชื่อโครงการขนาดใหญ่ในธนาคารกรุงเทพ (BBL) ซึ่งทำอยู่ประมาณ 2 ปี ก็กลับเข้ามาช่วยงานที่ลลิลฯ แต่อยู่ไม่ถึง 1 ปี ก็เดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ในระดับปริญญาโท ด้าน MS. In Policy Economics University of IllinoisUrbana Champaign, Illinois และต่ออีกใบจาก USA. M.B.A. Finance & Marketing American University, DC, USA. ทำให้ชูรัชฏ์สามารถปิดความเสี่ยงทุกด้านและหลังจบการศึกษาเขากลับมาทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน ซึ่งทำอยู่ 2 ปีกว่าๆ ก็ย้ายงานไปฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป และตัดสินใจเข้ามาทำงานในบริษัท ลลิลฯ อีกครั้ง เมื่อปี 2552
ชูรัชฏ์ กล่าวว่า แม้จะจบด้านการเงินและมีประสบการณ์ด้านวิเคราะห์และวาณิชธนกิจ แต่ยังไม่ได้นำประสบการณ์มาใช้ในการจัดโครงสร้างทุนของ LALIN เพราะบริษัทมีฐานะการเงินและมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง และจ่ายเกินนโยบายที่กำหนดไว้ว่าจะจ่ายปีละไม่น้อยกว่า 30% ของกำไรสุทธิ
ที่ผ่านมา LALIN จ่ายปันผลในอัตรามากกว่า 40% ของกำไร โดยในปี 2550 จ่าย 41.20% ของกำไรสุทธิปี 2551 จ่าย 41.51% ปี 2552 จ่าย 44.73% ปี 2553 จ่าย 46.79% และปี 2554 จ่าย 50.60%
ขณะที่กำไรสุทธิก็เติบโตเช่นกันจากปี 2550 มีกำไรสุทธิ 120.16 ล้านบาท ก็เพิ่มเป็น 178.86 ล้านบาท ในปี 2551 และ 248.98 ล้านบาท ในปี 2552 เพิ่มเป็น 326 ล้านบาท ในปี 2553 และในปี 2554 ทำได้ 293.50 ล้านบาท หลังประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่
ขณะที่สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ของกิจการก็อยู่ในระดับที่ต่ำมากคือ เพียง 0.3 เท่าเท่านั้น ซึ่งแข็งแกร่งเพียงพอในการพัฒนาและขยายการลงทุนต่อไปในอนาคตและปีนี้แผนการจะเปิดโครงการอีก 68 โครงการ มูลค่าประมาณ 3,500 ล้านบาท
“LALIN ถือเป็นบริษัทมีผลดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราเติบโตได้ปีละ 30% และมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 3940% ซึ่งสูงติด 1 ใน 3 ของตลาดมาโดยตลอด แต่นับจากนี้ไปบริษัทคาดว่ารายได้จะโต 1520% เพราะการทำธุรกิจมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามาทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และสุดท้ายก็ย่อมส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศด้วย
นอกจากนี้ ค่าจ้างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นก็ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของการทำธุรกิจถึงแม้ว่าอัตราภาษีนิติบุคคลจะลดลงจาก 30% เหลือ 23% เมื่อบวกลบกับต้นทุนที่เพิ่มแล้วก็บาลานซ์กันพอดีไม่ได้รับอานิสงส์มากนักจากภาษีที่ลดลง
ชูรัชฏ์ ระบุว่า การเข้ามาร่วมทีมบริหารในลลิลฯ และอนาคตถูกวาง สืบทอดกิจการไม่ได้กังวลหรือกดดัน เพราะในวัยเด็กได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ กับพ่อมาตลอดอยู่แล้ว ถูกซึมซับเข้าไปในตัวตนของเขา และเมื่อถามว่ามีใครเป็นแบบอย่างในการทำธุรกิจ คำตอบก็คือ คุณพ่อผมเอง ส่วนการทำธุรกิจนี้ยึดหลักการอะไร ชูรัชฏ์ ก็ตอบทันทีเช่นกันว่า “ต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า” เพราะพ่อพร่ำสอนมาตลอดเวลา พร้อมทั้งตบท้ายว่า ผมคิดว่าลูกค้าคนหนึ่งกว่าจะมีบ้านได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อตัดสินใจจะมีบ้านก็ต้องทำให้เขาดีที่สุด และคนซื้อบ้านลลิลฯ ทุกวันนี้จะต้องดาวน์เกิน 10% เพราะเมื่อถึงเวลาที่จะต้องไปขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์แล้วจะได้ไม่ต้องมีปัญหา ลูกค้าของเราจะได้มีบ้านเป็นของตัวเอง







