posttoday
เชื่อหรือไม่ว่าเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณดีขึ้น

เชื่อหรือไม่ว่าเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณดีขึ้น

22 ตุลาคม 2555

ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.55-30.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นกรอบที่ใกล้เคียงกับในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.55-30.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นกรอบที่ใกล้เคียงกับในสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ควรจับตาดูปัจจัยจากต่างประเทศที่อาจมากระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยรวม ในสัปดาห์นี้มีปัจจัยที่น่าจับตามอง ได้แก่ การประกาศตัวเลขการส่งออกและดุลการค้าของไทยเดือน ก.ย. จากกระทรวงพาณิชย์

รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับใหม่ของ ธปท. รวมถึงการประชุม FOMC ของเฟดรอบใหม่ ที่ถึงแม้ไม่น่าจะมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย แต่อาจจะมีความเห็นที่น่าสนใจของเฟดเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มเติม รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญหลายตัว ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเบื้องต้น (Preliminary) ของสหรัฐและยูโรโซน ตัวเลข GDP และการบริโภคภาคเอกชนของสหรัฐ รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของยูโรโซน

สัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นสัปดาห์เฮงของสหรัฐ เพราะไม่ว่าจะประกาศตัวเลขอะไรออกมาก็ดูเหมือนจะดีเกินความคาดหมายของตลาดไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณที่ดีจากภาคการผลิตที่สร้างงานให้กับชาวอเมริกัน การใช้จ่ายของผู้บริโภคผ่านยอดค้าปลีก หรือสถานการณ์ในตลาดที่อยู่อาศัย รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตที่สะท้อนจากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ในระหว่างสัปดาห์ยังมีการโต้วาทีครั้งที่สองระหว่างนายโอบามา และนายรอมนีย์ ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ตัวเลขที่ดีในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้นายโอบามากลับมาดูดีขึ้นในสายตาชาวอเมริกัน และอาจเพิ่มโอกาสการเป็นประธานาธิบดีในสมัยที่สอง ขณะที่เศรษฐกิจจีนประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ขยายตัว 7.4% (เมื่อเทียบเป็นรายปี) เป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ และทางการจีนยังออกมาแสดงความมั่นใจว่าทั้งปี 2555 เศรษฐกิจจีนจะสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 7.5% หรือสูงกว่า ขณะที่ตัวเลขอื่นๆ อย่างผลผลิตด้านอุตสาหกรรมและการค้าปลีกในเดือน ก.ย. ปรับตัวดีขึ้นกว่าที่ตลาดคาดไว้

การเปลี่ยนแปลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า เราผ่านจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจโลกไปแล้วหรือไม่ หรือนี่จะเป็นเพียงการสับขาหลอกให้นักลงทุนดีใจเล่น

นอกจากนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งมติของ กนง. ที่ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 2.75% สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดอย่างมาก โดย กนง. ให้เหตุผลหลักในเรื่องเศรษฐกิจโลกที่แสดงสัญญาณอ่อนแอ โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบรุนแรงขึ้น

ขณะที่ระบุว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ ความประหลาดใจของตลาดสามารถสะท้อนได้ดีที่สุดจากตลาดพันธบัตรไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทุกอายุปรับลดลงอย่างรวดเร็วหลังการลดดอกเบี้ย โดยปรับลดประมาณ 0.2% สู่ระดับ 2.79% 2.98% 3.15% และ 3.38% สำหรับพันธบัตรอายุ 1 เดือน 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ตามลำดับ

หลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ผู้ว่าการ ธปท. ออกมากล่าวว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้เปรียบเสมือนการซื้อประกันให้กับเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอยังเป็นความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่

อย่างไรก็ตาม เราคงต้องติดตามดูต่อไปว่าการปล่อยกระสุนลูกนี้จะสามารถส่งผ่านไปเป็นการลดต้นทุนทางการเงินให้กับผู้ประกอบการตามที่ ธปท. ตั้งใจไว้หรือไม่

ในสัปดาห์นี้ เราจะได้เห็นการประมาณการเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับใหม่ วันที่ 26 ต.ค.

ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 30.73 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเคลื่อนไหวในกรอบค่อนข้างแคบระหว่าง 30.5330.74 และถึงแม้ผลการประชุม กนง. จะมีมติให้ลดดอกเบี้ยลง แต่ดูเหมือนว่าค่าเงินบาทไม่ได้ปรับอ่อนค่าลงนัก เนื่องจากปัจจัยจากต่างประเทศที่บ่งชี้สัญญาณค่อนข้างดี ยังเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางค่าเงินบาทอยู่ ทำให้ตลาดยังอยู่ในโหมดรับความเสี่ยง (Riskon) อยู่

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะด้านการบริโภคดูเหมือนจะแสดงสัญญาณที่อยู่ในเกณฑ์ดี โดยสภาอุตสาหกรรมฯ เปิดเผยตัวเลขยอดขายรถยนต์เดือน ก.ย. ที่ขยายตัวได้มากถึง 52.48% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน และถือเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง โดยรวมการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมายังถือว่าสอดคล้องกับค่าเงินอื่นในภูมิภาคเอเชีย ณ วันศุกร์ เงินเหรียญสหรัฐ/บาท ปรับลงไปที่ระดับ 30.68 (เวลาประมาณ 17.00 น.)

ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.2955 และปรับแข็งค่าขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1.3117 ระหว่างสัปดาห์ หลังจากที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิต Moody’s ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของสเปนไว้ที่ระดับ Baa3 ซึ่งเป็นระดับที่ยังลงทุนได้ (Investment Grade) แต่ให้แนวโน้มที่เป็นลบ (ซึ่งหมายถึงมีโอกาสปรับลดเครดิตลงในอนาคต)

นอกจากนี้ ผลการสำรวจความเชื่อมั่นภาวะเศรษฐกิจยูโรโซนเดือน ต.ค. โดยสถาบัน ZEW ยังแสดงสัญญาณความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น บ่งชี้ว่าตลาดผ่อนคลายความกังวลเรื่องปัญหาหนี้ยูโรโซนลงบ้าง ในช่วงปลายสัปดาห์ ทางยุโรปมีการจัดประชุม EU Summit ซึ่งเป็นการหารือของผู้นำในอียูทั้ง 27 ประเทศ โดยประเด็นสำคัญเป็นเรื่องของการจัดตั้งสหภาพธนาคาร (Banking Union) การประชุมในครั้งนี้มีการประนีประนอมเรื่องกรอบเวลาจัดตั้งมากขึ้น หลังจากที่ผู้นำหลายประเทศมีความเห็นไม่ตรงกันในครั้งก่อน โดยได้มีการผลักดันให้จัดตั้งกฎเกณฑ์ภายในสิ้นปีนี้ และให้เริ่มการดำเนินการได้ในตั้งแต่ต้นปี 2556 (แต่สหภาพธนาคารจะมีความครบถ้วนบริบูรณ์และรวมเอาสถาบันการเงินทั้งระบบของยุโรปทั้ง 6,000 แห่งเข้าร่วมได้ในปี 2557 เท่านั้น) และถ้าหากการจัดตั้งสหภาพธนาคารเป็นไปได้จริงตามที่มีการวางหมากไว้จะถือว่ามีผลดีต่อยุโรปมาก เพราะจะทำให้สถาบันการเงินที่มีปัญหาสามารถเพิ่มทุนได้ (Recapitalize)โดยไม่สร้างภาระหนี้เพิ่มเติมให้กับรัฐบาลในประเทศนั้น ๆ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลเชิงบวกต่อค่าเงินยูโร ณ วันศุกร์ ยูโร/ดอลลาร์ปรับขึ้นไปที่ระดับ 1.3045 (เวลาประมาณ 17.00 น.)

ค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 78.39 เงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าตลอดสัปดาห์ และร่วงสู่จุดอ่อนสุดในรอบ 2 เดือนในปลายสัปดาห์ ที่ระดับ 79.45 โดยเป็นผลจากนักลงทุนแสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น และหันกลับมาถือสินทรัพย์เสี่ยง ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจที่อ่อนแอ จนทำให้เริ่มมีการคาดการณ์จากนักลงทุนเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหลังจากที่ในระหว่างสัปดาห์ นายกฯญี่ปุ่นได้เรียกประชุมครม. เพื่อหารือเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ รวมถึงการคาดการณ์เรื่องการผ่อนคลายนโยบายการเงินจากธนาคารกลางญี่ปุ่นในการประชุมครั้งต่อไปปลายเดือนนี้ (30 ต.ค.) นักลงทุนจึงลดสถานการณ์ถือเงินเยนลงทำให้เงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าในช่วงนี้ ดอลลาร์/เยน ณ วันศุกร์ปรับลงเล็กน้อยไปอยู่ที่ระดับ 79.26 (เวลาประมาณ 17.00 น.)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท