
ทส.เตรียมจัดดำน้ำเก็บขยะทำลายสถิติโลก3เม.ย.นี้
ทส.เตรียมงานใหญ่ส่งนักดำน้ำ 3,000 คนลงเก็บขยะอนุรักษ์ทะเลทำลายสถิติโลก3เม.ย.นี้
ทส.เตรียมงานใหญ่ส่งนักดำน้ำ 3,000 คนลงเก็บขยะอนุรักษ์ทะเลทำลายสถิติโลก3เม.ย.นี้
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า วันที่ 3 เม.ย. นี้ จ.พังงา กรมอุทยานฯและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) จะร่วมกันจัดงานรวมใจไทยเดียวกัน โดยร่วมกันทำสถิติดำน้ำลึก 10 เมตร พร้อมกันจำนวน 3,000 คน บริเวณอุทยานแห่งชาติหาดลำปี-ท้ายเหมือง จ.พังงา จุดประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งทำลายสถิติการดำน้ำพร้อมกันจากที่ ประเทศอินโดนีเซียทำเอาไว้ 2,600 คน โดยวิธีการคือ จะให้นักดำน้ำทั้งชาวไทย และต่างประเทศจำนวน 3,000 คน เดินจากตัวหาดลงไปในทะเลเป็นระยะทางประมาณ 200 เมตร แล้วดำน้ำเป็นเวลา 1 นาที โดยให้เก็บขยะที่อยู่ในทะเลขึ้นมาด้วย
“เรื่องนี้เราระวังเรื่องการเหยียบแนวปะการังของนักดำน้ำอย่างมาก เพราะสำรวจแล้ว พบว่า บริเวณที่เราให้นักดำน้ำทั้ง 3,000 คนลงไปดำนั้น ไม่ใช่แนวปะการัง แต่เป็นพื้นทราย และพื้นที่ที่ลงไปดำนั้น เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติเฉพาะส่วนที่เป็นชายหาด แต่พื้นที่ในทะเลนั้นทหารเรือดูแลอยู่ ก่อนหน้านี้เขาเคยขอใช้พื้นที่ทางทะเลของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน แต่เราเป็นว่าเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างอ่อนไหว มีปะการังที่อุดมสมบูรณ์ค่อนข้างเยอะ หากปล่อยให้นักดำน้ำจำนวนมากลงไปดำน้ำพร้อมกันอาจจะได้รับความเสียหายได้ แต่พื้นที่หาดลำปี-ท้ายเหมือง บริเวณที่ดำน้ำไม่น่าเป็นห่วงนัก”นายจตุพร กล่าว
ทั้งนี้ การให้นักดำน้ำจำนวน 3,000 คนลงไปในทะเลพร้อมกัน ครั้งนี้ เป็นเรื่องการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว เก็บขยะ และทำลายสถิติโลก
ด้านนายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณะบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยกำลังขาดอย่างมากสำหรับงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง คือ องค์ความรู้และงานวิจัยด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งการทำงานด้านการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง แต่ยังมองไม่ออกว่า การลงไปดำน้ำพร้อมกันถึง 3,000 คน จะอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้อย่างไร
“ก่อนหน้านี้ นักวิจัยที่ต้องการลงไปเก็บข้อมูลเรื่องปะการังในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ได้ทำเรื่องขอกับอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งหนึ่ง เพื่อลงไปดำน้ำเก็บข้อมูลเรื่องปะการัง แต่กลับไม่ได้รับอนุญาต เพราะกลัวว่าจะทำให้ปะการังเสียหาย ทั้งๆที่นักวิจัยเหล่านั้นสามารถดำน้ำได้อย่างคล่องแคล่วและมีชั่วโมงการดำน้ำมากมาย แต่คราวนี้กลับอนุญาตให้ลงไปดำน้ำพร้อมกันถึง 3,000 คน อย่างไรก็ตาม หากต้องการทราบว่า ภายหลังจากที่กิจกรรมนี้สิ้นสุดลง พื้นที่บริเวณดังกล่าวจะได้รับความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ทางกรมอุทยานฯและทช.จะต้องเข้าไปสำรวจก่อนว่า พื้นที่ก่อนจัดกิจกรรมเป็นอย่างไร พื้นที่อยู่ในสภาพไหน และเมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมก็ต้องสำรวจอีกรอบ เพื่อประเมินว่า เกิดความเสียหายอะไรขึ้นมาบ้าง”นายธรณ์กล่าว







