
กนง.ลดดอกเบี้ยรับมือเศรษฐกิจโลก
ประเด็นเด็ดด้านการเงินของสัปดาห์ที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2.75%
ประเด็นเด็ดด้านการเงินของสัปดาห์ที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2.75%
ทั้งนี้ ได้ให้เหตุผลว่า กังวลผลกระทบเศรษฐกิจโลกต่อประเทศในภูมิภาค รวมทั้งเศรษฐกิจจีนที่ชะลอมากกว่าที่คาดไว้ และจะส่งผลต่อภาคการส่งออก และการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยมากขึ้นในระยะข้างหน้า รวมทั้งการบริโภคและการลงทุนในประเทศชะลอตัวลงมากกว่าคาด
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี กรรมการ กนง. กล่าวว่า แนวโน้มดอกเบี้ยไทยจากนี้ไปจะอยู่ในโหมดต่ำ จะไม่เห็นการปรับขึ้นแน่นอน ส่วนจะลดลงอีกหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ และกรณีที่ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ เพราะประเมินว่าเศรษฐกิจโลกซบเซาจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 2556 ชะลอตัวลงเหลือ 4.6% จากเดิมมองว่าจะโต 4.7% แต่ปีนี้ยังคงไว้ที่ระดับ 5.7%
ทั้งนี้ ผลของการประกาศลดดอกเบี้ยของ กนง.ในครั้งนี้ สร้างความประหลาดใจให้กับตลาด เพราะเป็นการปรับลดแบบเหนือความคาดหมาย และพบว่าธนาคารพาณิชย์ต้องประชุมเพื่อเร่งปรับกลยุทธ์ด้านดอกเบี้ยโดยด่วน
ธนาคารขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกรุงเทพ ได้ประกาศปรับลดเงินกู้ทุกประเภทลงทันที 0.125% และดอกเบี้ยเงินฝากประจำลงตั้งแต่ 0.125-0.5% มีผล 22 ต.ค.นี้
ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทเอ็มแอลอาร์ลง 0.125% ขณะที่คงดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทอื่นไว้ ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ลดลง 0.1-0.5% มีผล 20 ต.ค.นี้
ขณะที่ธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ โดยธนาคารกสิกรไทยจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาในสัปดาห์ที่จะถึงนี้
ทางด้านนางกิตติยา โตธนะเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่คงมีผลให้ตลาดต้องปรับตัวไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในส่วนของธนาคารกรุงไทยนั้นจะยังไม่ลดตามในทันที เนื่องจากดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ในปัจจุบันต่ำกว่าตลาด แต่จะมีการประชุมหารืออีกครั้งในสัปดาห์ที่จะถึงนี้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 3 ของปีนี้ พบว่าต่างแสดงผลกำไรสุทธิอย่างเป็นกอบเป็นกำ ตามการขยายตัวของสินเชื่อในระดับสูง
เริ่มต้นที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ไตรมาส 3 ของปีนี้มีกำไรสุทธิ 1 หมื่นล้านบาท ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นถึง 20% ทำให้งวด 9 เดือนมีกำไรสุทธิ 3.04 หมื่นล้านบาท โดยสินเชื่อรวมมีการเติบโตถึง 20%
ขณะที่ธนาคารกสิกรไทย ในไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิ 9,212 ล้านบาท และงวด 9 เดือนมีกำไรสุทธิ 3.81 หมื่นล้านบาท
ธนาคารกรุงไทย งวดไตรมาส 3 นี้มีกำไรสุทธิ 8,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 62% และงวด 9 เดือนมีกำไรสุทธิ 2.26 หมื่นล้านบาท โต 39%
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย งวดไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิ 1,048 ล้านบาท โต 228% และงวด 9 เดือนมีผลกำไร 1,421 ล้านบาท โต 66%
ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์เติบโตสูง สะท้อนการขยายตัวสินเชื่อในอัตราที่สูง
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธนาคารอยู่ระหว่างการจับตาดูการเติบโตของสินเชื่อบุคคลในระบบ เนื่องจากยอดคงค้างของสินเชื่อเริ่มขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงจุดที่ควรจะเริ่มกังวลแล้ว เพราะเป็นสินเชื่อที่ไร้หลักประกัน ควบคุมวัตถุประสงค์ได้ยาก หากโตเกินไปจะทำให้มีความเสี่ยงและส่งผลให้อัตราหนี้สินครัวเรือนของประเทศปรับเพิ่มสูงขึ้น







