
น้ำหนักลงทุน "หุ้นกลุ่มแบงก์" มากกว่าการตลาด
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างเชื่อว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP 1 วัน) ลง 0.25% เหลือ 2.75% เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับลดดอกเบี้ยลงตาม จึงยังให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ “มากกว่าตลาด”
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างเชื่อว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP 1 วัน) ลง 0.25% เหลือ 2.75% เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับลดดอกเบี้ยลงตาม จึงยังให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ “มากกว่าตลาด”
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส มองว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีความกังวลมากขึ้นว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยใช้มาตรการผ่อนคลายด้านอัตราดอกเบี้ยเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับในหลายๆ ประเทศทั่วโลก บวกกับความคาดหวังของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงแนวโน้มการลงทุนที่คาดว่าจะฟื้นตัวจากปัจจัยหนุนจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ
“ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์ยังจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลงในรอบนี้ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งที่ได้จากการไปอัพเดตข้อมูล (Company Visit) เมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์มีภาระต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายจากการระดมเงินฝากเข้ามาในเชิงรุกในช่วงที่ผ่านมา”
ข้อมูลล่าสุดของ ธปท. ณ สิ้นเดือน ส.ค. ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (LDR) ไม่รวม B/E สูงถึง 95% หากรวมจะอยู่ที่ 91% ซึ่งช่วงที่ผ่านมาธนาคารแข่งระดมเงินฝากเชิงรุกเข้ามามาก เพื่อตุนไว้ปล่อยสินเชื่อและเลี่ยงการออก B/E ที่ต้องนำส่งค่าธรรมเนียมให้ธปท. ทำให้การเติบโตของเงินฝากสูงถึง 22.4% จากสิ้นปี 2554 (สูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา) เทียบกับเงินให้สินเชื่อที่เติบโตเพียง 8.4% คิดเป็นสภาพคล่องส่วนเกินกว่า 1.77 ล้านล้านบาท
ยกเว้นแต่ว่าจะมีธนาคารพาณิชย์ที่เป็นผู้นำตลาดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อ
“ข้อมูลล่าสุดของ ธปท. จะเห็นว่า ณ สิ้นเดือน ส.ค. ธ.พ. ทั้งระบบมีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากหรือ LDR (ไม่รวม B/E) สูงถึง 95% แต่หากรวม B/E จะเห็นว่าสัดส่วนอยู่ที่ 91% แม้ LDR ที่ไม่รวม B/E จะปรับตัวลดลงจากสิ้นปี 2554 ที่สูงถึง 108% มาแล้วก็ตาม แต่เกิดจากการที่ ธ.พ. มีการระดมเงินฝากเชิงรุกเข้ามามาก สะท้อนได้จากการเติบโตถึง 22.4% จากสิ้นปี 2554 (สูงสุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา) เทียบกับเงินให้สินเชื่อที่เติบโตเพียง 8.4% จากสิ้นปี 2554 คิดเป็นสภาพคล่องส่วนเกินกว่า 1.77 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจาก 2 ปัจจัยคือ 1) การแทนที่ B/E ด้วยเงินฝาก เนื่องจากการที่ ธปท. เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเงินนำส่งในอัตรา 0.46% จากเดิมที่ไม่เคยเรียกเก็บ ทำให้ ธ.พ. หันมาระดมเงินทุนด้วยเงินฝากแทน และ 2) การเตรียมความพร้อมด้านสภาพคล่องของ ธ.พ. เพื่อสำรองไว้ปล่อยสินเชื่อในปี 2556 โดยเฉพาะสินเชื่อที่ได้ทยอยอนุมัติไปในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะมีการเบิกถอนอย่างต่อเนื่อง
สนองนโยบายของรัฐ ก็อาจจะเห็นธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยลง เพื่อไม่ให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปและคงลดไม่มาก เช่น 0.120.125% ไม่เท่ากับดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง 0.25% จึงแทบไม่ได้ส่งผลกระทบต่อส่วนต่างของอัตราสินเชื่อ (NIM) ของธนาคารพาณิชย์ในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาลง ซึ่งทุกๆ 0.25% ที่ NIM ลดลง จะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ให้ลดลงราว 67%
อย่างไรก็ตาม หาก ธปท.ยังคงนโยบายผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ยในการประชุม กนง. รอบถัดไปคือวันที่ 20 พ.ย. 2555 ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าจะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ลงอย่างแน่นอน
บล.เอเซีย พลัส ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์มากกว่าตลาด โดยหุ้นที่แนะนำ คือ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนคารธนชาต (TCAP)
“แม้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยในปัจจุบันจะมีสัดส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ปี 2555 ที่ ระดับ 1.9 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 1.5 เท่าเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ชั้นนำในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งมี PBV ปี 2555 สูงเกิน 2 เท่า ด้วยปัจจัยหนุนจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ ซึ่งหนุนด้วยการลงทุนภาครัฐเพื่อผลักดันการลงทุนภาคเอกชน เช่นเดียวกับพื้นฐานของธนาคารพาณิชย์ไทย ฝ่ายวิจัยจึงมีความเห็นว่าในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยมีความเป็นไปได้สูงและสมควรที่จะถูกปรับฐานราคาขึ้นไปเทียบเท่ากับธนาคารพาณิชย์ชั้นนำในภูมิภาคได้ไม่ยาก โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ใหญ่”
ด้าน บล.เกียรตินาคิน มองว่า การปรับลดอกเบี้ยนโยบายในระยะสั้นไม่มีผลกระทบกับกลุ่มธนาคารเช่นกัน โดยมองว่าความต้องการสินเชื่อจากทุกกลุ่ม 1) สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก เช่น กลุ่มสื่อสารที่ต้องการเงินลงทุนในการวางโครงข่าย 3จี หลังการประมูลแล้วเสร็จ 2) สินเชื่อเอสเอ็มอี ที่มักจะมีสินเชื่อเร่งตัวขึ้นในช่วงปลายปี
และ 3) สินเชื่อรายย่อยที่ยังมีความต้องการสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งสืบเนื่องมาจากโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาล ซึ่งการแข่งขันกันระดมเงินฝากเพื่อมารองรับสินเชื่อดังกล่าว รวมถึงการที่กลุ่มธนาคารยังต้องเร่งระดมเงินฝากเพื่อทดแทนตั๋วแลกเงิน (B/E) ทำให้คาดว่ากลุ่มธนาคารยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามดอกเบี้ยนโยบายในระยะเวลาอันใกล้นี้ ส่งผลดีต่อกลุ่มเช่าซื้อในระยะต่อไป เนื่องจากกลุ่มเช่าซื้อคิดอัตราดอกเบี้ยกับลูกค้าในอัตราคงที่ ทำให้ผลตอบแทนสินเชื่อไม่ลด ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยอาจจะคงที่หรือลดต่ำลงได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
บล.เกียรตินาคิน แนะนำหุ้น KBANK และบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากมองว่า KBANK จะมีสินเชื่อเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ปี 2555 เนื่องจากเป็นปกติที่สินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฐานสินเชื่อส่วนใหญ่ของ KBANK จะมีการเบิกใช้สินเชื่อในช่วงปลายปี ให้มูลค่าเหมาะสม 211 บาท
TISCO คาดว่า จะยังมีสินเชื่อเติบโตได้โดดเด่นในช่วงที่เหลือของปีไปจนถึงต้นปีหน้า จากการได้ประโยชน์ของโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาล ให้มูลค่าเหมาะสม 54 บาท แนะนำซื้อ
ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประเมินว่า การลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.ในครั้งนี้ มีผลบวกเพียงระยะสั้นต่อจิตวิทยาของนักลงทุน โดยมองว่าเป็นเพียงการส่งสัญญาณ ว่า ธปท.มีความพร้อมในการออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินหากมีความจำเป็น ส่วนผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นมีจำกัด เนื่องจากคาดว่า ธปท.ไม่น่าจะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในช่วงที่เหลือของปี 2555 แต่มีโอกาสในปี 2556 ซึ่งขึ้นกับระดับความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลกและไทย
สำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรอบล่าสุดของ ธปท.เกิดขึ้นในช่วงเดือน พ.ย. 2554 และ ม.ค. 2555 โดยมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% จาก 3.5% เป็น 3% แต่ในขณะนั้นระดับความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยมีความชัดเจนมาก เนื่องจากประสบปัญหาน้ำท่วม รวมถึงเป็นช่วงที่วิกฤตการเงินในยุโรปอยู่ในระดับที่รุนแรง
“เรามองว่าอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์จะไม่ลดลงตาม หากพิจารณาจากการลดอัตรานโยบายในรอบที่ผ่านมา 0.50% แต่ดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี (MLR) ลดเพียง 0.125% เท่านั้น รวมถึงความต้องการสินเชื่อภายในประเทศที่อยู่ในระดับสูง”
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ถือเป็นต้นทุนที่แท้จริงสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภค จึงคาดว่าผลกระทบต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้จึงจะไม่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจมากนัก อย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง จะส่งต่ออัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งมักจะถูกใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ แต่คาดว่าสัดส่วนของเงินทุนดังกล่าวมีไม่มาก
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ยังคาดว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ส่งผลให้ค่าเงินบาทกลับไปอ่อนค่า เนื่องจากการแข็งค่าของค่าเงินบาทในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินของไทย เนื่องจากสภาพคล่องทางการเงินของตลาดการเงินโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการผ่อนคลายของสหรัฐและญี่ปุ่น
ทั้งนี้ จากสถิติของค่าเงินบาทตั้งแต่เกิดการเงินสหรัฐ ในปี 2550 พบว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐในปี 2551 มาอยู่ในระดับ 30.6 บาทต่อเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวลดลงจาก 5% มาอยู่ที่ระดับ 2.75% ในปัจจุบัน
สำหรับปี 2555 ค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น 2.7% จากต้นปี เทียบกับเงินเปโซแข็งค่า 6.15% เงินริงกิตแข็งค่า 4.67% มีเพียงเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียที่อ่อนค่า 5.17% ดังนั้นระดับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในปี 2555 จึงไม่ได้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน จึงไม่คิดว่าหุ้นกลุ่มส่งออกจะได้รับประโยชน์
ส่วนผลกระทบจากการลดอัตราดอกเบี้ยต่อตลาดหุ้นสามารถตีความได้ทั้งในแง่บวกและลบ ขึ้นกับเหตุผลของการลดอัตราดอกเบี้ย โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจที่อาจจะแย่ลงในอนาคต ซึ่งในความเป็นจริงถือว่าเป็นสัญญาณในเชิงลบ ประเมินว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลบวกต่อตลาดเพียงระยะสั้นเท่านั้น
“ตามทฤษฎีการลงทุน อัตราดอกเบี้ยที่จะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นนั้นต้องเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยลดลงต่ำสุดและคงที่ เราคิดว่านโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพในอีก 12 ปีข้างหน้า คือ นโยบายด้านการคลัง ผ่านการใช้จ่ายและการลงทุนของรัฐบาล ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนมีการลงทุนตาม จึงแนะนำ “ซื้อ” หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายภาครัฐบาลและโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์”







