
ญี่ปุ่นยกชั้นเครดิตไทยมีเสถียรภาพ
ญี่ปุ่นปรับอันดับเครดิตไทย ที่ระดับมีเสถียรภาพ แม้ไทยจะเจอพายุเศรษฐกิจโลกและน้ำท่วม แต่ก็ผ่านปัญหามาได้
ญี่ปุ่นปรับอันดับเครดิตไทย ที่ระดับมีเสถียรภาพ แม้ไทยจะเจอพายุเศรษฐกิจโลกและน้ำท่วม แต่ก็ผ่านปัญหามาได้
น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า บริษัท เรตติ้ง แอนด์ อินเวสต์เมนต์ อินฟอร์เมชั่น หรืออาร์แอนด์ไอ เป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินบาทจาก BBB และ BBB+ เป็น BBB+ และ A ตามลำดับ และยังคงสถานะแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable) นอกจากนี้ยังยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือหนี้รัฐบาลระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศที่ a2
ทั้งนี้ ได้ให้เหตุผลในการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ว่า ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังอยู่ในช่วงถดถอยตั้งแต่ปี 2551 และการที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากความไม่สงบที่เกิดจากการเผชิญหน้าทางการเมือง รวมถึงวิกฤตน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2554 แต่เศรษฐกิจของไทยสามารถเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ได้ ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศอุตสาห กรรมใหม่ ถึงแม้สภาพแวดล้อมจากภายนอกยังคงมีความรุนแรงอยู่ แต่ยังไม่สามารถบั่นทอนพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยลงได้ ซึ่งการประเมินผลเชิงบวกดังกล่าวเป็นเหตุผลให้ R&I ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยสกุลเงินตราต่างประเทศเป็น BBB+ และมีแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ
R&I เห็นว่า หลังจากที่ประเทศฟื้นตัวจากความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมตลอดครึ่งปีแรกของปี 2555 เศรษฐกิจของไทยได้กลับสู่แนวทางการเจริญเติบโตที่มีเสถียรภาพ รัฐบาลได้คาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของปี 2555 ไว้ที่ร้อยละ 5.56 และถึงแม้หลังจากเกิดน้ำท่วมอย่างหนักแต่ฐานอุตสาหกรรมของประเทศโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตจนได้รับการขนานนามว่าเป็น Detroit แห่งตะวันออกยังคงอยู่ รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ในส่วนของการบริหารจัดการการคลังยังเป็นไปอย่างระมัดระวังดังจะเห็นได้จากการขาดดุลการคลังคิดเป็นเพียงร้อยละ 2 ของ GDP และถึงแม้จะมีการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและปัจจัยอื่นที่อาจทำให้ขาดดุลเพิ่มขึ้นแต่คงจะไม่ทำให้วินัยทางการคลังอ่อนแอลงทั้งนี้ ด้วยสัดส่วนหนี้สาธารณะที่ร้อยละ 40-50 ของ GDP ทำให้ไม่มีข้อกังวลเกี่ยวกับการซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยนักลงทุนในประเทศ นอกจากนี้ R&I ยังไม่คิดว่าความสามารถในการบริหารจัดการนโยบายการเงินและกำกับดูแลระบบการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยจะลดน้อยลงในอนาคต
R&I ยังเห็นว่า ดุลภาคต่างประเทศของไทยยังคงมีเสถียรภาพ บัญชีดุลการค้ายังคงเกินดุลอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากภาคการผลิตที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านส่งออก เช่น ผู้ผลิตยานยนต์ อิเลกทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ยังคงเติบโตด้วยการลงทุนจากต่างประเทศและถึงแม้ในปี 2555 การเกินดุลการค้าได้ลดลงอันเป็นผลบางส่วนมาจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวเพื่อฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วม อย่างไรก็ดี ฐานะภาคต่างประเทศของไทยยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นฐานและอัตราแลกเปลี่ยนยังคงมีเสถียรภาพ
ตั้งแต่รัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ฯ ได้เข้ามาบริหารประเทศในเดือนสิงหาคม 2554 การเผชิญหน้าทางการเมืองได้ลดลง ถึงกระนั้นการรักษาอัตราการเจริญเติบโตไว้ในระดับสูงกลายเป็นงานที่ท้าทายหากพิจารณารายได้ต่อหัวที่เพิ่มขึ้นจนถึงระดับ5,400 เหรียญสหรัฐในปี 2554 ประกอบกับการที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วเพื่อตามให้ทันและคนไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาที่มีรากฐานมาจากความไม่เทียมกันด้านรายได้R&I จะคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิดถึงความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะสามารถเพิ่มความเข้มแข็งของพื้นฐานทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการรักษาเสถียรภาพด้านสังคมได้หรือไม่
ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายให้ข้อมูลกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือในเชิงรุกของ สบน. ที่มุ่งจะให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยให้สะท้อนกับความเป็นจริงมากขึ้น โดยหากพิจารณาจากตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่บริษัทฯ ใช้ในการพิจารณาจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะเห็นว่า ประเทศไทยควรได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่ออย่างน้อยเป็น A ซึ่งเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณะผู้บริหารของ สบน. ได้เข้าพบกับผู้บริหารระดับสูงของ R&I ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและในเชิงลึกแก่ผู้บริหารR&I เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับพื้นฐานเศรษฐกิจและสังคมของไทยและแนวทางการพัฒนาในอนาคต การปรับอันดับความน่าเชื่อถือของ R&I ในครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของ สบน. ในการดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่เหมาะสม ทั้งนี้ สบน. อยู่ระหว่างการดำเนินการเชิงรุกเพื่อปรับอันดับความน่าเชื่อถือกับบริษัทฯ อื่นเช่นกัน
มททางด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 2.75% ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบนี้ ไม่ผิดไปจากตลาดคาดการณ์ และไม่คิดว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน เพราะเป็นการใช้ดุลพินิจของ กนง.แต่ละคน สะท้อนจากคะแนนเสียงที่ออกมาต่างกัน เพราะ กนง.แต่ละคนมองปัญหาการเผชิญเศรษฐกิจโลกไม่ต่างกัน
ขณะเดียวกัน กนง.แต่ละคนอาจมองจังหวะเวลาต่างกัน แต่ทั้งหมดตัดสินใจบนฐานข้อมูลของสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามหลักประชาธิปไตย โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าแรงส่งในประเทศยังดี รอดูสถานการณ์เศรษฐกิจโลกได้ แต่อีกฝั่งมองว่ามีความไม่แน่นอนสูงควรกันตั้งการ์ดสูง วางนโยบายป้องกันไว้ ระวังความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกไว้ก่อน
นายประสาร กล่าวว่า การวางนโยบายเช่นนี้จะลดความเสี่ยงหากเศรษฐกิจโลกไม่ดีในปีหน้า อย่างไรก็ตามการขยายตัวปีนี้ยังน่าจะโตได้ 5.7% ตามคาดการณ์
“สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน ต้องไม่ประมาท ตั้งการ์ดเอาไว้ มีกระสุนอยู่ต้องใช้อย่างเฉลียวฉลาด ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกมากระทบการส่งออกไปค่อนข้างมากแล้ว และในระยะต่อไปอาจจะกระทบเกี่ยวผันการอุปโภคบริโภคและการผลิตในประเทศได้” นายประสาร กล่าว







