
"ประสาร" แจงละเอียดเหตุผลที่ลดดอกเบี้ยนโยบาย
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวชี้แจงถึงผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจโลก จากการเข้าร่วมประชุมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้ทุกประเทศและทุกภูมิภาคมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจลง และมีการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์สำคัญในด้านต่างๆ คือ
1.ประเมินตลาดการเงินขณะนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อ 6 เดือน ที่มีการออกมาตรการต่างๆ รวมทั้งมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งที่ 3 (คิวอี 3) ส่งผลให้ความเชื่อมั่นดีขึ้นกว่าเมื่อ 6 เดือนก่อน แต่มองไปข้างหน้าความเชื่อมั่นยังเปราะบางและความไม่แน่นอนมากขึ้น
2.ความแตกต่างของประเทศต่างๆ ห่างกันมากขึ้น เช่น กลุ่มยุโรป ที่เยอรมนีเข้มแข็ง แต่ประเทศอื่นก็เปราะบาง และมีพัฒนาการที่ต่างกันมาก ทำให้สินทรัพย์เสาะหาที่ลงทุน และหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe Haven) ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าประเทศที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจดี เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศหลักอย่างสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น มีระดับหนี้สาธารณะสูง และมีข้อจำกัดในการใช้นโยบายการเงินการคลัง ซึ่งก็มีการเตือนให้เศรษฐกิจหลักเหล่านี้เร่งดำเนินมาตรการที่เตรียมไว้ ก่อนที่สถานการณ์จะเปลี่ยนไปมาก ส่วนประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดีกว่า และมีช่องว่างที่จะดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังได้ ควรมีการตั้งการ์ดชู 2 แขนให้สูงเพื่อป้องกันตัวเอง คือ ให้ระมัดระวังจากเศรษฐกิจโลก
และ 3.สถานการณ์เศรษฐกิจประเทศขนาดใหญ่ที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วนั้น ขณะนี้มีตัวเร่งอยู่ 1 ตัว แต่มีตัวเบรกถึง 3 ตัว ไม่ว่ายูโรโซน สหรัฐ หรือญี่ปุ่น มีลักษณะคล้ายกัน คือ นโยบายการเงินพยายามกระตุ้นสุดขีด แต่ขณะเดียวกันก็ประสบปัญหาตัวเบรก คือ 1) นโยบายการคลังที่หมดกระสุน เพราะภาระหนี้สาธารณะสูง 2) ระบบสถาบันการเงินหรือตลาดการเงินยังบอบช้ำอยู่ ยังทำงานไม่เต็มที่ 3) เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญปัญหาในหลายรูปแบบ เช่น ความเข้มข้นในการดำเนินนโยบายการเงิน ฐานะการคลังที่เคยใช้กระตุ้นเศรษฐกิจก็ค่อยๆ หมดลง หรือยูโรโซนก็อยู่ระหว่างทำมาตรการรัดเข็มขัด และมาตรการรวมระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเดินหน้าเข้มข้นอยู่ต่อไปหรือไม่
อย่างไรก็ตาม จากผลสรุปของไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ ยังมีความเห็นแบ่งเป็น 2 ส่วน ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอเช่นนี้ คือ เห็นว่าไม่ควรรัดเข็มขัดมากเกินไป และควรดำเนินนโยบายให้รอบคอบเดินซ้ายหรือขวา ถ้าเข้มไปก็อาจจะหัวคะมำถดถอย ถ้าหย่อนไปก็อาจจะกลายเป็นสถานการณ์สเต็กเฟชั่น คือ เศรษฐกิจไม่เดินแต่มีปัญหาเงินเฟ้อ และอีกฝ่ายเห็นว่าควรรอบคอบ เพราะมองว่าโลกกำลังเผชิญกับปัญหาความเชื่อมั่นในตลาดการเงินก็ให้เดินหน้า ใครมีกระสุนหรือมีช่องว่างในการดำเนินนโยบายก็ขอให้ใช้กระสุนอย่างเฉลียวฉลาด และพยายามพัฒนาตลาดทุนของตัวเองให้มีความลึกเพื่อรองรับเงินทุน และการดำเนินนโยบายต่างๆ ก็ควรจะรอบคอบ
สำหรับไทยหรือประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่ประชุมไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ให้คำแนะนำว่า ถือเป็นประเทศที่โดดเด่น เพราะมีพื้นฐานเศรษฐกิจดี พอมีแสงสว่างในช่วงที่โลกกำลังมืด ซึ่งไม่ควรประมาทในภาวะเศรษฐกิจ ควรสร้างกันชนเผื่อไว้รับมือเศรษฐกิจโลก เผื่ออะไรมากระแทกจะได้ไม่เสียหาย และช่องว่างนโยบายที่มีก็ควรใช้ให้เฉลียวฉลาด และการพัฒนาตลาดการเงินและตลาดทุนก็ควรทำให้ต่อเนื่อง
ผู้ว่าการ ธปท. เห็นว่า กนง.ลดดอกเบี้ยผิดไปจากคาดการณ์ของตลาดการเงินไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่คิดว่าจะไปกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน เพราะเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลสถานการณ์เศรษฐกิจ และใช้ดุลพินิจของ กนง.แต่ละคน ตามหลักประชาธิปไตย สะท้อนจากคะแนนเสียงที่ออกมาต่างกัน เพราะ กนง.แต่ละคนมองปัญหาการเผชิญเศรษฐกิจโลกไม่ต่างกัน แต่มองจังหวะเวลาการรับมือต่างกัน
ที่สำคัญ ที่ผ่านมาสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกระทบการส่งออกไทยไปค่อนข้างมากแล้ว และในระยะต่อไปอาจจะกระทบเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคและการผลิตในประเทศได้ กนง.จำเป็นต้องตัดสินใจลดดอกเบี้ย เพื่อมีส่วนช่วยดูแลแรงส่งการบริโภคในประเทศให้ดีต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีการอุปโภคบริโภคที่ยังไปได้ดี และเศรษฐกิจปีนี้น่าจะโตได้ตามคาดที่ 5.7%
เศรษฐกิจปีหน้ายังไม่ชัดเจน เศรษฐกิจปีหน้ามีโอกาสทั้งดีขึ้นและแย่ลง ทำให้ กนง.ต้องซื้อประกันรองรับไว้ก่อน เป็นการตั้งการ์ดสูงระวังความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกไว้ก่อน เพราะถ้าเกิดเศรษฐกิจโลกไม่ดีในปีหน้ามีผลกระทบส่งมาจะได้ไม่หดรุนแรง และเชื่อว่าการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงครั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์นำไปประเมินต่อไป ถึงจะไม่ปรับลดดอกเบี้ยลงทันทีก็ตาม เพราะถึงดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของธนาคารโดยตรง แต่ก็เกี่ยวข้องกับสภาพคล่องในตลาดเงินและการแข่งขันเงินฝาก
อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจของไทยไม่ได้อยู่ในภาวะน่ากังวลมากนัก เนื่องจากยังมีแรงส่งและมีช่องว่างในการดำเนินนโยบายต่างๆ ได้ ไม่เหมือนต่างประเทศที่มีเพียง 1 ตัวเร่ง จากนโยบายการเงินที่เร่งสุดขีด แต่มี 3 ตัวเบรก คือ ภาระหนี้สาธารณะ ความไม่ชัดเจนในการใช้นโยบาย และสถาบันการเงินมีปัญหาไม่เข้มแข็ง ต่างจากไทยที่ยังมีช่องว่างในการใช้นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และระบบสถาบันการเงินได้ค่อนข้างดี และที่สำคัญการดำเนินนโยบายของไทยไม่ขมุกขมัวอย่างของประเทศเศรษฐกิจหลัก ที่ในประเทศเหล่านี้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากในการดำเนินนโยบายต่างๆ ทำให้ไทยมีเครื่องมือกระตุ้นที่ดีถึง 4 ด้านอยู่
ดอกเบี้ยนโยบายแม้จะใช้ไปแล้ว 0.25% ก็ยังมีเหลือใช้ได้อีก 2.75% นโยบายการคลังระดับหนี้สาธารณะของไทยอยู่ระดับ 40% กว่า ก็ยังเหลือใช้ได้ ถ้ายึดเกณฑ์ระดับหนี้สาธารณะที่ไม่เกิน 60% ของจีดีพี ขณะที่สถาบันการเงินก็เข้มแข็ง สามารถปล่อยสินเชื่อโตได้ถึง 14-15% เป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีเกินไปด้วยซ้ำ ทำให้ไทยไม่มีนโยบายอะไรที่ขมุกขมัว สามารถสื่อสารภาวะเศรษฐกิจข้างหน้าได้อย่างชัดเจน
ประเด็นคือ ไทยจะใช้เครื่องมือที่มีได้อย่างเฉลียวฉลาดและระมัดระวังหรือไม่ เพราะถ้าใช้แบบสิ้นเปลืองก็อันตราย เพราะยังไม่ชัดว่าเศรษฐกิจโลกปีหน้าจะมาอย่างไร เช่นเดียวกับเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปก็ยังไม่ชัด โดยเฉพาะอเมริกาที่มีการเลือกตั้ง ผลจะเป็นอย่างไร การดำเนินนโยบายการคลังที่ใช้กระตุ้นมาและจะหมดอายุลง จะไปอย่างไรต่อหลังเลือกตั้งออกมาแล้ว จะมีแรงกระตุ้นต่อหรือไม่ ในเมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่ชัดเจน จึงควรระมัดระวังตั้งการ์ดเอาไว้ก่อน ต้องไม่ประมาท ตั้งการ์ดเอาไว้ มีกระสุนอยู่ต้องใช้อย่างเฉลียวฉลาด
แต่ภาวะนี้เงินเฟ้อไม่น่าห่วง ขณะที่สินเชื่อโดยรวมไม่ได้น่ากังวลมากนัก แม้จะโตถึง 14-15% ยกเว้นสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ใช่บ้าน เป็นตัวที่ต้องจับตาเพิ่มเติม ซึ่งเวลานี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ ธปท.ติดตามดูอยู่ ถึงจะไม่น่ากังวลเป็นพิเศษ แต่ ธปท.ก็ให้ความสนใจที่ต้องดู แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าควรออกมาตรการใดมาดูแลหรือไม่
ในด้านภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย ปีนี้ไม่น่าห่วงเท่าปี 2553 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอลง และเศรษฐกิจไทยไม่ได้ดีมาก ไม่ได้มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเหมือนปี 2553 และอีกอย่างการเข้ามาลงทุนขึ้นกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนในต่างประเทศ ทำให้ ธปท.ยังสามารถผ่อนคลายการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศของคนไทยได้







