
เทคโนโลยีแย่งผู้อ่าน สำนักพิมพ์เร่งปรับต้ว
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2554 ที่ผ่านมา อัตราการอ่านหนังสือของคนไทยแบ่งตามช่วงอายุ
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2554 ที่ผ่านมา อัตราการอ่านหนังสือของคนไทยแบ่งตามช่วงอายุ
ยิ่งอายุมากจะยิ่งอ่านหนังสือลดลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างประเทศอังกฤษ ที่ช่วงอายุที่อ่านหนังสือมากที่สุด อยู่ที่ 58 ปี หลังจากนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว ด้วยอิทธิพลของเทคโนโลยี การเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์และยูทูบ
ขณะเดียวกันตลาดหนังสือโดยรวมปีที่ผ่านมามีมูลค่า 2.14 หมื่นล้านบาท เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าปีนี้จะเติบโตในสัดส่วนเดียวกัน เหตุผลหลักคือ คนอ่านหนังสือน้อยลง จากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว การขยายตัวของไอแพดและแท็บเล็ต ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจหนังสือได้รับผลกระทบพอสมควร
อย่างไรก็ตาม จากฐานสมาชิกของนานมีบุ๊คส์ที่เป็นเด็กอนุบาลมัธยม กว่า 10 ล้านคน จาก 2 หมื่นโรงเรียนทั่วประเทศ มีอัตราการอ่านหนังสือ 35 เล่มต่อคนต่อปี เด็กอนุบาลอ่าน 20 เล่มต่อคนต่อปี ระดับประถม 30 เล่มต่อคนต่อปี และมัธยม 40 เล่มต่อคนต่อปี ซึ่งอาจจะสวนทางกับแนวโน้มตลาดโดยรวม
ทั้งนี้ นานมีบุ๊คส์ถือเป็นผู้ปลุกกระแสวงการหนังสืออ่านเสริมให้กลับมาคึกคักอย่างมาก หลังจากซื้อลิขสิทธิ์หนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ ของเจ.เค.โรว์ลิ่ง มาพิมพ์และจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งหนังสือเล่มนี้ถือเป็นการปลุกกระแสตลาดหนังสือแปลจากต่างประเทศในประเทศไทย โดยปัจจุบันแฮร์รี่ พอตเตอร์ มียอดพิมพ์กว่า 3 ล้านเล่ม และล่าสุดนานมีบุ๊คส์ได้ซื้อลิขสิทธิ์ The Casual Vacancy นวนิยายเล่มล่าสุดของโรว์ลิ่งมาแปลเป็นภาษาไทย
“เราเชื่อมั่นว่าคอนเทนต์ที่ดียังมีส่วนช่วยในการสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้นในวงการหนังสือไทย ขณะเดียวกันผู้ประกอบการต้องปรับตัวจากหนังสือสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเสริมสร้างการอ่านของเด็กไทยให้เติบโตเพิ่มขึ้น” สุวดี จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ นานมีบุ๊คส์ กล่าว
สิโรตม์ จิระประยูร รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ในประเทศไทยเชื่อว่าตลาดหนังสือยังมีอัตราการขยายตัวได้อีก เพราะปัจจุบันอัตราการอ่านหนังสือของคนกรุงเทพฯ มากกว่าต่างจังหวัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเข้าถึงร้านหนังสือได้มากกว่า เพราะฉะนั้นการขยายร้านหนังสือยังเป็นโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ ซึ่งในปีหน้าบริษัทมีแผนขยายสาขาร้านหนังสือเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมี 5 สาขา และจะมุ่งสู่หัวเมืองมากขึ้น
แนวทางของนานมีบุ๊คส์คือ การบริหารกลุ่มสินค้า ด้วยการคัดสรรหนังสือที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งยังคงเน้นหนังสือสำหรับเยาวชนเป็นหลัก แต่จะเพิ่มความหลากหลายของหนังสือทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เพิ่มสัดส่วนหนังสือสำหรับพ่อแม่ ทำให้ร้านหนังสือเป็นจุดหมายสำคัญในการเดินทางมาซื้อหนังสือได้ทั้งครอบครัว
ขณะเดียวกัน ต้องผสมผสานช่องทางการจำหน่ายผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันนานมีบุ๊คส์มีหนังสือกว่า 2,500 ปก จัดทำเป็นอีบุ๊กเกือบ 200 ปก และจะพัฒนาเพิ่มขึ้น เพื่อสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้ใช้เทคโนโลยีที่มากขึ้น จากการมีระบบ 3จี ที่ทำให้อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น
ปัจจุบันนานมีบุ๊คส์ยังขยายเข้าสู่สถาบันการเรียนรู้ ซึ่งสุดท้ายจะเข้ามาเสริมกับธุรกิจหนังสือให้เติบโตไปด้วยกัน โดยก่อนหน้านี้ได้เปิดสถาบันนานมีบุ๊คส์ อินโนเวชั่น ศูนย์การเรียนรู้แนวใหม่ รวมทั้งยังมีนานมีบุ๊คส์ เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ ห้องเรียนทดลองวิทย์ ที่เป็นเสมือนค่ายวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนหลายแห่ง
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายธุรกิจด้านสถาบันการเรียนรู้เพิ่มขึ้น เน้นแนวสถาบันกวดวิชาและพัฒนาทักษะชีวิต โดยเฉพาะด้านภาษาที่ต้องเร่งพัฒนา เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 โดยคาดว่าธุรกิจด้านสถาบันการเรียนรู้จะทำรายได้เพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 10% ในปี 2556 จากปีนี้มีสัดส่วน 4% รายได้รวม 800 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมทั้งบริษัทเติบโตไม่น้อยกว่า 30%
นี่ถือเป็นอีกความท้าทายของธุรกิจหนังสือที่ต้องปรับตัว แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ทักษะในการเรียนรู้ยังจำเป็น ถ้ามีเทคโนโลยี แต่ไม่มีความรู้ก็ไม่สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ได้







