
เกาะคลื่น3จีไทยบิ๊กซีบูมช็อปปิ้งออนไลน์
เป็นที่แน่นอนแล้วว่าในปี 2556 คนไทยจะได้ใช้มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือเทคโนโลยี 3จี ย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์
เป็นที่แน่นอนแล้วว่าในปี 2556 คนไทยจะได้ใช้มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือเทคโนโลยี 3จี ย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์
หลังเสร็จสิ้นการประมูลใบอนุญาต (ไลเซนส์) อย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ซึ่งการเข้ามาของคลื่นสื่อสารลูกใหม่ครั้งนี้ เจ้าของสินค้าและบริการ โดยเฉพาะช่องทางจำหน่ายกลุ่มค้าปลีก ต่างเชื่อว่าเทคโนโลยีที่สร้างความสะดวกขึ้นดังกล่าว จะเข้ามากระตุ้นให้โลกการจับจ่ายซื้อสินค้าผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้มีอัตราการเติบโตและขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กุฎาธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ผู้บริหารร้านค้าปลีกบิ๊กซี กล่าวว่า บริษัทเห็นเป็นโอกาสเช่นกันจากการที่เทคโนโลยีการสื่อสารของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค 3จี ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ผลักดันให้ธุรกิจค้าปลีกไทยในช่องทางอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์สื่อสารส่วนบุคคลต่างๆ มีอัตราการเติบโตมากขึ้น จากการเข้าถึงโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่อยู่ติดกับอุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยี
สอดคล้องกับปัจจุบันที่พบว่าผู้บริโภคสมัยใหม่หันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ทั้งคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน ทำให้เกิดตลาดการซื้อขายออนไลน์มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทขึ้นไป
ล่าสุด บริษัทได้พัฒนาระบบช็อปปิ้งออนไลน์ และเป็นครั้งแรกของผู้ประกอบการไฮเปอร์มาร์เก็ตไทย ภายใต้กลยุทธ์ “บิ๊กซี บิ๊กเซอร์วิส ทุกเรื่องช็อป เป็นเรื่องง่าย” มาเป็นแนวทางในการพัฒนาแพลตฟอร์มช็อปออนไลน์เต็มรูปแบบ และจะทยอยเปิดตัวเป็นเฟสต่างๆ ตลอดไตรมาส 4 ของปี 2555 โดยใช้งบลงทุนแพลตฟอร์มออนไลน์ดังกล่าวได้รวมอยู่ในงบลงทุนของบริษัทปีนี้ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 5,500 ล้านบาท ส่วนในปีหน้าเตรียมจัดตั้งงบพิเศษออกมาต่างหาก
สำหรับเฟสแรกที่บิ๊กซีเปิดให้บริการ คือ แอพพลิเคชันบนมือถือ ทั้งสำหรับสมาร์ตโฟนระบบไอโอเอส และระบบแอนดรอยด์ ซึ่งรวมกันแล้วมีผู้ใช้งานกว่า 13 ล้านคน โดยบิ๊กซีได้ให้บริการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์และผ่านศูนย์บริการลูกค้า 1756 ภายใต้ชื่อ บิ๊กซี เซอร์วิส มาแล้ว 3 ปี โดยในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีผู้ซื้อสินค้าออนไลน์จากบิ๊กซีเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยมีจำนวนผู้เข้าชมหน้าเว็บช็อปออนไลน์ของบิ๊กซีเพิ่มขึ้น 46% และมีจำนวนผู้กดไลค์แฟนเพจเฟซบุ๊กอยู่ที่ 7.1 หมื่นคน และยอดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 410% หรือกว่า 4 เท่าตัว จากจำนวนสินค้าที่ให้บริการออนไลน์ราว 8 หมื่นรายการ จากปัจจุบันมีสินค้ากว่า 1 แสนรายในช่องทางปกติ
ขณะที่กลุ่มเป้าหมายหลักที่เข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าบิ๊กซี ช็อปปิ้งออนไลน์ มีระดับอายุ 24-45 ปี และกลุ่มลูกค้าที่เป็นบริษัทห้างร้าน ด้วยการใช้คิวอาร์โค้ดเป็นเครื่องช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้อย่างรวดเร็ว ด้วยแนวคิด “โหลดสแกนช็อปส่งฟรี ทุกเรื่องช็อป เป็นเรื่องง่าย” โดยกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยม คือ แบรนด์สินค้าทั่วไป (แมส แบรนด์ โปรดักต์) และกลุ่มสินค้าภายใต้แบรนด์บิ๊กซี รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป
กุฎาธาร เสริมว่า หลังจากสั่งซื้อสินค้าแล้ว ลูกค้าสามารถรับสินค้าได้ 3 ช่องทาง คือ 1.รับสินค้าและชำระเงินในทุกสาขาของบิ๊กซีทั่วประเทศ 2.บริการจัดส่งถึงบ้านเมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 1,500 บาทขึ้นไป และ 3.รับสินค้าผ่านบิ๊กซี ไดรฟ์ ทรู ภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากสั่งสินค้า ซึ่งบริษัทได้ทดลองทำสาขาแรกที่สาขาเพชรเกษม โดยลูกค้าสามารถขับรถไปจอดที่ลานจอดรถพร้อมรับสินค้ากลับได้ทันที
นอกจากแผนธุรกิจการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ด้านการขยายสาขาในปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดให้บริการสาขาบิ๊กซีอย่างต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปีจะมีสาขาครบ 312 สาขา จากปัจจุบันแบ่งเป็นรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต 112 สาขา ซึ่งรวมรูปแบบมาร์เก็ต 18 สาขา ในปีนี้เปิดใหม่ 6 สาขา รูปแบบเอ็กซ์ตร้า 16 สาขา เปิดใหม่ปีนี้ 1 สาขา รูปแบบมินิ บิ๊กซี 93 สาขา คาดว่าสิ้นปีมี 125 สาขา และร้านเพียว 89 สาขา ปีนี้เปิดเพิ่มอีก 1 สาขา ส่วนผลดำเนินการในปี 2555 คาดว่ามีรายได้เติบโตราว 810% จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่กว่า 1 แสนล้านบาท







