
อินโดนีเซีย ประเทศที่น่าจับตามอง
อินโดนีเซีย ประเทศที่น่าจับตามองอินโดนีเซียมีประชากรมากถึงเกือบ 250 ล้านคน เกือบ 4 เท่าของประเทศไทย
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
อินโดนีเซีย ประเทศที่น่าจับตามองอินโดนีเซียมีประชากรมากถึงเกือบ 250 ล้านคน เกือบ 4 เท่าของประเทศไทย นับเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของโลก และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัทที่ปรึกษา McKinsey & Co ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะเติบโตอย่างรวดเร็วและใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก ภายในปี 2573
ส่วน ดร. Muhammad Chatib Basri ศาสตราจารย์อาวุโสด้านคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งอินโดนีเซีย และรองประธานกรรมการคณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งเมื่อ มิ.ย. 2555 ให้เป็นประธานกรรมการคณะกรรมการประสานงานการลงทุนแห่งประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia Investment Coordinating Board -BKPM) ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของอินโดนีเซีย ถึงกับกล่าวอย่างสนุกเมื่อครั้งเป็นนักวิชาการ ยังไม่ได้รับตำแหน่ง BKPM ว่า ความจริงแล้วประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ไม่ใช่อื่นไกล ก็คือ “อินโดนีเซียและปริมณฑล” หรือเป็น Greater Indonesia นั่นเอง เนื่องจากสัดส่วนเศรษฐกิจและประชากรของอินโดนีเซียสูงกว่า 40% ของ AEC ทั้งหมด
ปัจจุบันเศรษฐกิจอินโดนีเซียได้ขยายตัวระดับสูง โดย GDP ในปี 2554 เติบโตในอัตราสูงถึง 6.5% ในปี 2554 ซึ่งมากเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี ทั้งนี้ เศรษฐกิจโดยรวมในปี 2555 จากการพยากรณ์ของ IMF ล่าสุดในเดือน ต.ค. 2555 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 6% และเพิ่มขึ้นเป็น 6.3% ในปี 2556 เนื่องจากเป็นประเทศที่มีตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่มาก พึ่งพาการส่งออกน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม AEC ส่วนธนาคารกลางของอินโดนีเซียคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในอัตราสูงกว่า คือจะเติบโต 6.3% ในปี 2555 และ 6.3-6.7% ในปี 2556
สำหรับการวิเคราะห์ของสถาบัน Credit Suisse เผยแพร่เมื่อกลางปี 2555 ว่า แม้จะเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่แย่ที่สุด หรือ Worst-Case-Scenario ก็ตาม GDP ของอินโดนีเซียน่าจะลดต่ำลงเพียงแค่ 1.2% เปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ที่จะส่งผลกระทบมากถึง 9% โดยอินโดนีเซียส่งออกเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 3% ไปยังยุโรป และแหล่งเงินทุนน้อยกว่า 5% มาจากธนาคารในยุโรป อย่างไรก็ตาม ได้วิตกบ้างว่าความเสี่ยงของราคาสินค้าส่งออก เช่น ถ่านหิน น้ำมันปาล์ม ยาง ฯลฯ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซียค่อนข้างมาก
ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมายังอินโดนีเซีย ในปี 2554 มากถึง 19 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยตัวเลขส่งเสริมการลงทุน สิงคโปร์เป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุด 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ญี่ปุ่นและสหรัฐรองลงมาเป็นอันดับ 2 และอันดับ 3 มูลค่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เนเธอร์แลนด์ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ เกาหลีใต้ 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ตลาดอินโดนีเซียมีขนาดใหญ่มากทำให้กลายเป็นแหล่งยอดนิยมในการลงทุน บริษัท ฟิลิปส์ ได้กล่าวว่า ตลาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ของอินโดนีเซียเติบโตในอัตราสูงกว่าของจีนและอินเดียเสียอีก และคาดว่าตลาดจะขยายตัวมากเป็น 4 เท่าของปัจจุบันในช่วง 3 ปีข้างหน้า
การใช้ซีเมนต์ในอินโดนีเซียมากถึง 48 ล้านตัน ในปี 2554 เปรียบเทียบกับไทย 30 ล้านตัน ในปีเดียวกัน โดยปัจจุบันมีความสนใจลงทุนผลิตปูนซีเมนต์ในอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก ทั้งนักลงทุนท้องถิ่น นักลงทุนจีน และเครือ SCG ของไทย คาดว่ากำลังผลิตปูนซีเมนต์ของอินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้นรวดเร็วเป็น 65 ล้านตัน/ปีในอนาคต
ขณะที่ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในปี 2554 มากกว่า 8 ล้านคัน มากเป็น 4 เท่าของไทยที่มียอดจำหน่าย 2 ล้านคัน ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ของอินโดนีเซียในปี 2555 ยังอยู่ระดับสูง แม้รัฐบาลจะออกมาตรการกำหนดให้วางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 25% เพื่อลดปัญหาหนี้เสียของสถาบันการเงิน
อนึ่ง สำหรับในด้านรถยนต์ ตลาดอินโดนีเซียเติบโตอย่างรวดเร็วมาก จากการที่ไทยประสบอุทกภัยปลายปี 2554 ทำให้ตลาดรถยนต์อินโดนีเซียในปี 2554 แซงหน้าไทยกลายเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวคือ ตลาดรถยนต์ของไทยในปี 2554 ลดลงเหลือเพียง 794,081 คัน ลดลง 0.8% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 ขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์ในอินโดนีเซียในปี 2554 ยังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 16.4% เป็น 890,410 คัน
ในปี 2555 คาดว่าไทยน่าจะแซงหน้าอินโดนีเซียเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากไทยมีนโยบายรถคันแรกส่งเสริมการซื้อรถยนต์ อีกทั้งอุปสงค์อยู่ระดับสูงหลังอุทกภัย ทำให้ยอดจำหน่ายคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.2 ล้านคัน
ขณะที่รัฐบาลอินโดนีเซียกลับมีนโยบายตรงกันข้าม โดยออกประกาศเมื่อเดือน มิ.ย. 2555 กำหนดการขายรถยนต์เงินผ่อนต้องวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 30% ทำให้ตลาดเติบโตในอัตราต่ำกว่า โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านคัน ในปี 2555 ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญให้ทัศนะว่า ตลาดรถยนต์ของไทยน่าจะแซงหน้าระยะสั้นๆ เท่านั้น โดยคาดว่าจากการที่มีประชากรมากถึง 250 ล้านคน ตลาดอินโดนีเซียน่าจะแซงไทยเป็นอันดับ 1 ของ AEC เป็นการถาวรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า







