
เตือนอย่าติด‘กับดักเงินกู้’
แบงก์โหมโปรโมชันไล่ล่ารายย่อย วน้ำลายไม่จ่ายดอกเบี้ยใน90วัน
แบงก์โหมโปรโมชันไล่ล่ารายย่อย วน้ำลายไม่จ่ายดอกเบี้ยใน90วัน
แบงก์เตือนลูกค้า รู้เท่าทันโปรโมชันสินเชื่อ ไม่จำเป็นอย่าเป็นหนี้ ติดกับวงจรอุบาทว์ดอกเบี้ยบาน
นางกาญจนา โรจวทัญญู หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ในปีนี้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อลูกค้ารายย่อยในกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันกันรุนแรงมาก แม้จะเป็นปกติในทุกปี แต่ปีนี้ธนาคารพาณิชย์เริ่มหันมาเล่นในตลาดรายย่อยมากขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคล บางธนาคารลูกค้ามีรายได้ขั้นต่ำเดือนละ 1 หมื่นบาท ก็สามารถขอสินเชื่อได้แล้ว จากเดิมที่มีแต่ธนาคารต่างประเทศและสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์เจาะตลาดเป็นหลัก
ดังนั้น ธนาคารจึงอยากเตือนลูกค้าว่า เมื่อการแข่งขันโปรโมชันกันอย่างรุนแรง ลูกค้าก็ต้องดูรายละเอียดเงื่อนไขการขอสินเชื่อให้ดีเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบ และหากไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินก็ไม่จำเป็นต้องกู้ เพราะการไม่เป็นหนี้จะดีที่สุด
นางกาญจนา กล่าวว่า นอกจากสินเชื่อบุคคล บัตรเครดิต และสินเชื่อรถแลกเงินก็มีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น บางธนาคารมีการออกโปรโมชันพิเศษ ลูกค้าไม่ต้องจ่ายเงินกู้ภายใน 90 วัน หลังจากได้รับการอนุมัติสินเชื่อ
ผู้บริหารธนาคารทหารไทย กล่าวว่า วิธีนี้เป็นการแข่งขันทางการตลาดที่แม้จะช่วยลูกค้าในช่วงแรกได้จริง แต่ธนาคารก็ได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น จึงอยากเตือนว่า เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อให้แล้ว ดอกเบี้ยจะเริ่มคิดทันที ลูกค้าต้องพิจารณาในข้อนี้ให้ดี ขณะเดียวกันการขอสินเชื่อลูกค้าควรดูเงื่อนไขด้วยว่า สามารถนำเงินก้อนมาชำระหนี้เพื่อปิดบัญชีก่อนกำหนดด้วยหรือไม่ เพราะจะเป็นประโยชน์ในภายหลัง
“ลูกค้าควรพยายามเป็นหนี้ให้น้อยที่สุด ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้ อย่ากู้เงินเป็นดีที่สุด เพราะตอนนี้โปรโมชันมีการแข่งขันกันแรง โฆษณามีผลต่อการตัดสินใจสูงมาก เช่น จากที่เคยชำระหนี้บัตรเครดิตเต็มจำนวน แต่เปลี่ยนเป็นจ่ายขั้นต่ำ เพื่อเข้าโปรโมชันจ่ายเงินน้อยจะได้เงินคืน ก็ยิ่งไม่ควร เพราะจะทำให้กลายเป็นคนที่ต้องหมุนเงินตลอดเวลา เป็นหนี้ซ้อนหนี้ ไม่สามารถหลุดวังวนนี้ได้ ซึ่งจริงแล้วไม่มีธนาคารใดที่ให้เงินคืนกับลูกค้ามากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ ธนาคารต้องได้กำไร แต่จะกลายเป็นเราจะติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ ไม่หลุดจากการเป็นหนี้” นางกาญจนา กล่าว
นางกาญจนา กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้ารายย่อยที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารมีเพียง 30% เท่านั้น สาเหตุที่ลูกค้าที่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อมีจำนวนน้อยลง เนื่องจากส่วนใหญ่ติดเพดานการก่อหนี้และมีประวัติติดเครดิตบูโร โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่รายได้ระดับ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน แต่ไม่ถึง 5 หมื่นบาท ซึ่งเป็นกลุ่มคนชั้นกลางที่มีเหตุผลในการใช้เงินตลอดเวลา สะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่จะกู้เงินมากกว่าการออมเงิน คือ ใช้ก่อนแล้วจึงเก็บ มีจำนวนน้อยที่เก็บเงินก่อนส่วนที่เหลือจึงนำมาใช้จ่าย หากพฤติกรรมลูกค้าเป็นเช่นนี้ ในอนาคตเมื่อจะกู้เงินเพื่อซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น ที่อยู่อาศัย ก็จะทำได้ยาก เพราะบางผลิตภัณฑ์ธนาคารจะไม่อนุมัติสินเชื่อให้หากมีหนี้สินสูงถึง 50% ของรายได้
สำหรับการกู้รถยนต์คันแรก ตามนโยบายรถคันแรกของรัฐบาลนั้น นางกาญจนา กล่าวว่า มีโอกาสที่จะทำให้การขอสินเชื่อประเภทอื่นทำได้ยากขึ้น เพราะอาจติดเพดานการก่อหนี้ โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง อาจทำให้การขอกู้สินเชื่อบ้านได้ทำยากมากขึ้น แต่ปัจจุบันการทำการตลาดสำหรับลูกค้าที่มีเงิน ส่วนใหญ่มักผ่อนชำระหนี้ก่อนกำหนด ทำให้ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยน้อยลง สุดท้ายธนาคารจึงหันมาทำการตลาดกับลูกค้ารายย่อยระดับเงินเดือน เดือนละ 1.5 หมื่นบาท เพื่อหารายได้ดอกเบี้ยชดเชย
นางกาญจนา กล่าวว่า สินเชื่อรายย่อยคงค้างปัจจุบันของธนาคารทหารไทยอยู่ที่ 7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย 5.5 หมื่นล้านบาท สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตอีก 1.5 หมื่นบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20%







