
ยุโรปไม่นิ่ง บาทผันผวน
ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.60-30.90 บาท/เหรียญสหรัฐ
โดย...นลิน ฉัตรโชติธรรม
ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.60-30.90 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่อ่อนค่ากว่าช่วง 2 สัปดาห์ก่อนเล็กน้อย เนื่องจากคาดว่าจะมีการขายทำกำไรในตลาดหุ้นไทยต่อ หลังจากที่ดัชนีตลาดหุ้นได้ทะยานขึ้นแตะระดับแนวต้านที่ 1,300 จุด และนักลงทุนยังคงชะลอการเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี คาดว่าค่าเงินบาทจะทรงตัวอยู่ในกรอบแคบๆ และผันผวนน้อยลงในระยะสั้น
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนนักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นที่ลดลงอีกครั้ง เนื่องจากว่าสมการความเสี่ยงเริ่มจะมีตัวแปรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีทั้งเรื่องเก่าเล่าใหม่ อย่างเช่น ความไม่แน่นอนในการแก้ไขปัญหาหนี้และเศรษฐกิจของกรีซ และสเปน บวกกับความกังวลของตลาดในเรื่องปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐ ที่อาจต้องปรับลดรายจ่ายอย่างมากในปีหน้า (Fiscal Cliff) ส่วนปัจจัยใหม่ที่สำคัญต่อตลาดในระยะนี้ คือ การประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นทั่วโลก ที่อาจจะไม่สดใสนัก โดยสังเกตจากตัวเลขเศรษฐกิจด้านการบริโภค การผลิต และความเชื่อมั่นของทั่วโลกในช่วงเดือน ก.ค.และ ส.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีปัจจัยของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พ.ย.ด้วย
ขณะที่ระหว่างสัปดาห์ต้องจับตาการประกาศการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ของเงินทุนเคลื่อนย้ายจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แม้ว่ามาตรการต่างๆ อาจจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทโดยตรงในระยะสั้น แต่คาดว่ามีนัยสำคัญในระยะยาว เช่น เป็นการส่งสัญญาณต่อเนื่องจาก ธปท.ว่า จะแทรกแซงในตลาดน้อยลง และภาคเอกชนต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น ซึ่งรวมทั้งผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และนักลงทุน สำหรับนัยต่อภาคธุรกิจขนาดใหญ่และนักลงทุนทั่วไป การเปิดเสรีด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายมากขึ้น อาจจะช่วยเพิ่มโอกาสการหากำไรจากการลงทุนภายนอกได้มากกว่าปัจจุบันด้วย อย่างไรก็ดี ยังคงมองว่าค่าเงินบาทและสกุลเงินเอเชียยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ภายใต้สภาวะที่ธนาคารกลางของเศรษฐกิจหลักอย่างยูโรโซนและสหรัฐ ยังคงเพิ่มปริมาณเงินออกมาเรื่อยๆ
นอกจากนี้ ต้องติดตามรายงานตัวเลขเศรษฐกิจจีน ว่า เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวหรือยัง สำหรับยูโรโซนจะมีการประกาศดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนจากสถาบัน ZEW และดุลการค้า ส่วนสหรัฐมีข้อมูลค่อนข้างหนาแน่น แต่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษแก่ยอดการสร้างบ้านใหม่ และยอดการค้าปลีก นอกจากนี้ยังต้องติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 17 ต.ค.
ด้านค่าเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 30.62 บาท/เหรียญสหรัฐ และเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าลงในระหว่างสัปดาห์สู่ระดับ 30.78 บาท/เหรียญสหรัฐ จากการขายทำกำไรในตลาดหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ และความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลกได้ออกมาหั่นประมาณการเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าลง โดยในสัปดาห์ก่อนนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิเป็นมูลค่าเกือบ 1.2 หมื่นล้านบาท และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดต่ำกว่าในสัปดาห์ก่อนหน้า 1.1%
ขณะที่ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.3029 เหรียญสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เผชิญแรงกดดันตลอดสัปดาห์จนร่วงลงไปสู่จุดต่ำสุดที่ระดับ 1.2824 เหรียญสหรัฐ ในวันพฤหัสบดี หลังจากสถาบันเอสแอนด์พีได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสเปนลงจาก BBB+ (เท่ากับไทย) สู่ BBB- โดยระบุถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงและความเสี่ยงด้านการเมือง แม้ว่าปัจจัยเสี่ยงมีมากกว่า แต่ข่าวดียังพอมีให้เห็นบ้าง โดยในการประชุมระหว่างรัฐมนตรีการคลังของยูโรโซนรอบล่าสุด ได้มีการประกาศให้กองทุน ESM เริ่มการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ โดยการเบิกจ่ายครั้งแรกน่าจะเป็นการเพิ่มทุนให้แก่ระบบธนาคารของสเปนในเดือนหน้า นอกจากนี้ดูเหมือนว่าไอเอ็มเอฟจะเริ่มเห็นใจกรีซและสเปนมากขึ้น หลังจากที่งานวิจัยล่าสุดของไอเอ็มเอฟ พบว่า มาตรการรัดเข็มขัดที่มากและรวดเร็วเกินไป อาจจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจเหล่านี้มากกว่าที่คาด ซึ่งเป็นเหมือนการยอมรับว่า “หมอสั่งยาแรงเกินไป” และผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า ประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปควรได้รับการต่อเวลาออกไปในการปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย อย่างไรก็ดี การต่อเวลาย่อมหมายถึงการต่อยอดเงินกู้ยืมด้วย ทางเยอรมนีจึงออกมาเบรกไอเอ็มเอฟโดยการบอกว่าการไม่รักษาสัญญาในการปฏิรูปเศรษฐกิจ อาจจะทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจได้
โดยสรุปยูโรโซนยังต้องหาจุดที่พอเหมาะพอดีแก่เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกต่อไป และความเสี่ยงยังมีอยู่มาก หากดูจากตัวเลขในสัปดาห์ที่ออกมา เช่น ไอเอ็มเอฟประเมินว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวลง 0.4% ในปีนี้ และจะขยายตัวเพียง 0.2% ในปีหน้า ส่วนอัตราการว่างงานของกรีซ ณ เดือน ก.ค.พุ่งขึ้นไปแข่งกับสเปนที่ 25.1% ณ วันศุกร์ ยูโร/เหรียญสหรัฐปรับขึ้นไปที่ระดับ 1.2967
ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 78.66 และปรับตัวอยู่ในกรอบแคบๆ โดยได้แรงหนุนจากการเลี่ยงความเสี่ยงในตลาดการเงินในช่วงนี้ อย่างไรก็ดีตลอดสัปดาห์รัฐบาลญี่ปุ่นออกมากล่าวถึงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างถี่ เพราะนอกจากค่าเงินที่แข็งค่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกแล้ว ข้อพิพาทกับจีนในเรื่องเขตแดนในทะเลจีนตะวันออก ยังสร้างความกังวลให้แก่ธุรกิจขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นที่ลงทุนในจีนมากขึ้น
ล่าสุดทางการญี่ปุ่นและจีนได้ออกมากล่าวว่าจะเริ่มการเจรจากันอีกครั้ง เพราะหากเศรษฐกิจอันดับ 2 และ 3 ของโลกทะเลาะกันต่อไป คงจะไม่ดีต่อเศรษฐกิจโลกเป็นแน่ เหรียญสหรัฐ/เยน ณ วันศุกร์ ปรับลงเล็กน้อยไปอยู่ที่ระดับ 78.44







