
ดึงแม่บ้านญี่ปุ่นซื้อหุ้น
ตลาดหลักทรัพย์ไปให้ข้อมูล15ต.ค.ไทยเชื่อมสิงคโปร์-มาเลย์วอลุมดีขึ้น
ตลาดหลักทรัพย์ไปให้ข้อมูล15ต.ค.ไทยเชื่อมสิงคโปร์-มาเลย์วอลุมดีขึ้น
ตลาดหลักทรัพย์เจาะกลุ่มแม่บ้านญี่ปุ่น และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 15-17 ต.ค. ไปให้ความรู้ เชิญชวนมาลงทุนหุ้นไทย หนีดอกเบี้ยต่ำ
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ สายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า วันที่ 15-17 ต.ค. ตลาดหลักทรัพย์ได้รับเชิญจากโบรกเกอร์ไทยที่มีธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นไปให้ความรู้กับผู้ลงทุนรายบุคคลที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ (ไฮเน็ตเวิร์ธ) ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้หญิงมีอาชีพแม่บ้านชาวญี่ปุ่น และสนใจการลงทุนในต่างประเทศ เพราะดอกเบี้ยในประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างต่ำ
นักลงทุนกลุ่มนี้ของญี่ปุ่นมีการไปลงทุนในต่างประเทศก็จริง แต่เป็นสินค้าเกี่ยวกับโภคภัณฑ์ และอัตราแลกเปลี่ยนในประเทศที่คุ้นเคย แต่ยังไม่เคยลงทุนในประเทศเกิดใหม่ แต่ขณะนี้เริ่มมีความสนใจลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังจะพบและให้ข้อมูลกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่เคยลงทุนในตลาดหุ้นไทยมาก่อน และตลาดหลักทรัพย์หวังว่าเมื่อให้ข้อมูลแล้วผู้ลงทุนเหล่านี้จะให้ความสนใจลงทุนในหุ้นไทย
ทั้งนี้ เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาได้ไปให้ข้อมูลกับผู้ลงทุนรายบุคคลในประเทศสิงคโปร์มาแล้ว แต่จะเป็นการรองรับการเปิดอาเซียนลิงก์เกจ (เชื่อมระบบการซื้อขายของตลาดหุ้นอาเซียน)
นายวิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จะทำให้นักลงทุนต่างชาติได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทด้วย ไม่รวมเงินปันผลที่สูง ซึ่งตลาดหุ้นไทยให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลถึง 3.4% ทั้งที่ดัชนีได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นระดับ 1,300 จุด
ปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยถือว่าให้ผลตอบแทนปันผลสูงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก เทียบกับตลาดหุ้นจีน ให้ผลตอบแทนเงินปันผล 2.8% อินโดนีเซียที่ระดับ 2.1% เกาหลีใต้ที่ 1.2%
นายวิรไท กล่าวว่า ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ ตลาดหุ้นไทยจะเชื่อมโยงการซื้อขายกับตลาดหุ้นสิงคโปร์และมาเลเซีย ตามโครงการอาเซียนลิงก์เกจ จากก่อนหน้านี้ทั้งสองตลาดได้เชื่อมการซื้อขายแล้วพบว่ามูลค่าการซื้อขายไม่ได้คึกคักเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าทั้งสองประเทศมีการเชื่อมโยงระหว่างกันมานานแล้ว และไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เชื่อว่าเมื่อมีไทยเข้าไปเชื่อมการซื้อขาย คาดหวังว่าปริมาณการซื้อขายน่าจะดีขึ้น เนื่องจากระหว่างตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นสิงคโปร์ และตลาดหุ้นมาเลเซีย นั้นแทบไม่มีการเชื่อมโยงกัน
ภายหลังเชื่อมโยงการซื้อขายแล้ว ในอนาคตต่อไปจะเชื่อมโยงระบบการชำระราคาและส่งมอบ (งานหลังบ้าน) ระหว่างกัน เช่น ในกรณีนักลงทุนสิงคโปร์ ซื้อหุ้นไทย สามารถจะฝากหลักทรัพย์ไว้ที่บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) ได้ เป็นต้น ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดอีกครั้ง







