posttoday
คลังปั๊มเครดิตประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ

คลังปั๊มเครดิตประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ

14 ตุลาคม 2555

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จัดส่งข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้งบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัท สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส (เอสแอนด์พี) และบริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เพื่อทบทวนการปรับอันดับเครดิตของประเทศดีขึ้นกว่าระดับปัจจุบัน

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จัดส่งข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้งบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัท สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส (เอสแอนด์พี) และบริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เพื่อทบทวนการปรับอันดับเครดิตของประเทศดีขึ้นกว่าระดับปัจจุบัน

ด้าน น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการ สบน. เปิดเผยว่า ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวแทนจากกระทรวงการคลังได้มีโอกาสหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เอสแอนด์พี และมูดี้ส์

ไทยได้ให้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันในเชิงลึกเกี่ยวกับภาคเศรษฐกิจในด้านต่างๆ นโยบายของรัฐบาลไทย รวมถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในอนาคต เพื่อสะท้อนให้เขาเห็นว่าพื้นฐานของเราอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าค่ากลางของประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในกลุ่ม A ในขณะที่ในปัจจุบันประเทศไทยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเพียงในระดับ BBB+

ด้าน นายเดวิด ริลรี กรรมการผู้จัดการและหัวหน้ากลุ่มจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างประเทศ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า มุมมองของสถาบันจัดอันดับเครดิต ประเทศไทยเศรษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้น พื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่ง โดยรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้วางรากฐานในการดูแลเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม มีการดูแลอัตราเงินเฟ้อในระดับที่ดี ภาคสถาบันการเงินมีความแข็งแกร่ง โดยเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในระดับสูง และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่ำ จึงมีโอกาสที่จะจัดอันดับเครดิตในปี 2556

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ การใช้จ่ายภาครัฐที่จะเป็นภาระหนี้ในอนาคต รวมทั้งจะต้องติดตามเศรษฐกิจโลก ทั้งจีน ยุโรป และสหรัฐ ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร

เกิด ‘หวยออนไลน์’

สัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลเดินหน้าหวยออนไลน์ ตั้งแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบข้อเสนอของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ให้รัฐบาลทำหวยออนไลน์แบบ 3 ตัว 2 ตัว หรือ 6 ตัว เพื่อแก้ปัญหาหวยใต้ดิน และแก้สลากขายเกินราคา

โดย พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ออกมาเปิดเผยว่า ในวันที่ 17 ต.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการสลาก จะนำข้อเสนอของ ป.ป.ช.มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน รวมทั้งทำตามสัญญากับบริษัท ล็อกซเล่ย์ จีเทค เทคโนโลยี (แอลจีที)

อย่างไรก็ดี ในช่วงแรกจะดำเนินการจำหน่ายหวยออนไลน์เลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวก่อน ซึ่งรูปแบบการซื้อยังคงเป็นเหมือนเดิม คือ 2 ตัวบน 2 ตัวล่าง 3 ตัวบน และ 3 ตัวโต๊ด ส่วนข้อเสนอของ ป.ป.ช.ที่เสนอให้ดำเนินการจำหน่ายเลข 6 ตัวด้วยเครื่องอัตโนมัตินั้น สำนักงานสลากฯ ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและวิจัยว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลชนิดใบจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน

ธนาคารแห่ออกหุ้นกู้

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้ โดย นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารจะออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท สำรองอีก 1 หมื่นล้านบาท เสนอขายแก่นักลงทุนสถาบันและประชาชนทั่วไปในปลายเดือนนี้ถึงต้นเดือน พ.ย. อายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 4.6% จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน โดยธนาคารมีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนดหากครบ 5 ปี

การออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิในครั้งนี้ ธนาคารมีเป้าหมายในการระดมทุนเพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อและธุรกิจในอนาคต และเสริมความแข็งแกร่งเงินกองทุนขั้นที่ 2

นอกจากนี้ ธนาคารกรุงไทยยังเตรียมกู้เงินเหรียญสหรัฐวงเงิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากสถาบันการเงินต่างประเทศ อายุ 5 ปี หลังจากเมื่อเร็วๆ นี้ได้กู้มาแล้ว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเตรียมสำหรับลูกค้าธนาคารที่ต้องการขยายการลงทุนในต่างประเทศ

ด้านธนาคารเกียรตินาคิน แจ้งว่า เตรียมออกหุ้นกู้วงเงิน 2,000 ล้านบาท ขายวงเงินขั้นต่ำ 1 แสนบาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ให้กับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไป เริ่มขายวันที่ 1517 ต.ค.

เตือนฟองสบู่ตลาดหุ้น

ขณะที่ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ออกมาระบุว่า ขณะนี้เริ่มเห็นภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นไทย เป็นผลจากการอัดฉีดสภาพคล่องจากประเทศต่างๆ ด้วยการพิมพ์ธนบัตรเข้าสู่ระบบจำนวนมาก ทำให้เงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยและในเอเชีย สวนทางกับเศรษฐกิจพื้นฐานที่โตตามไม่ทัน หากในช่วง 23 เดือนข้างหน้าหุ้นไทยยังไม่มีการปรับฐานจะสร้างความผันผวนต่อค่าเงิน เมื่อนักลงทุนขายหุ้นทำกำไร

ตอนนี้ตลาดหุ้นร้อนแรง เป็นช่วงที่หุ้นไทยแพงสุด การซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศต่อวันขึ้นมาเกือบ 7,500 ล้านบาท เพิ่มต่อเนื่องจากปี 2552 อยู่ที่วันละ 3,500 ล้านบาท ปรับขึ้นมา 100% ซึ่งเป็นช่วงคิวอี 1 กระทั่งคิวอี 3 ในปัจจุบัน เมื่อเศรษฐกิจจริงโตตามไม่ทัน การบริโภค ลงทุนชะลอ ส่งออกไม่ดี ก็ต้องเกิดอะไรอย่างหนึ่งข้างหน้า อยู่ที่จะแตะเบรกตลาดหุ้นให้ปรับฐานลงบ้าง หรือจะให้เกิดฟองสบู่อย่างนี้ต่อไป

น.ส.อุสรา กล่าวว่า คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีหน้าจะเติบโต 4% บนความเสี่ยง 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.สถานการณ์เศรษฐกิจในอียู ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจในสหรัฐและจีน ส่งผลต่อการส่งออก 2.สภาพคล่องที่ล้นตลาดการเงินโลกหลังจากประเทศต่างๆ อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ กรณีสหรัฐใช้มาตรการคิวอี 3 ด้วยการพิมพ์ธนบัตรออกมาต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ในเอเชีย

และ 3.ความผันผวนค่าเงิน จะเห็นเงินบาทวิ่งใน 2 ทิศทาง คือ อ่อนค่าแล้วกลับมาแข็งค่า จากเงินทุนไหลเข้าและออก โดยเฉพาะเงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย ปีหน้าเงินบาทจะผันผวนเคลื่อนไหว 2931 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ คาดว่าความผันผวนเศรษฐกิจโลกยังต่อเนื่องในปีหน้า จึงคาดว่าในเดือน พ.ย.นี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ก่อนปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งในครึ่งแรกของปี 2556

ฝ่าไม่ผ่าน 1,300 จุด

ด้านตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีพยายามไต่ระดับเหนือ 1,300 จุด แต่ทำไม่สำเร็จ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,296.98 จุด เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลวิกฤตหนี้ยูโร และการชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลก หลังจากสถาบันใหญ่ระดับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก ต่างออกมาปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้า แม้ว่าราคาน้ำมันในบางวันจะดีดตัวขึ้นแรงตามความรุนแรง ระหว่างซีเรียกับตุรกี

ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดหุ้นโดยรวมไม่สดใส แต่ยังสามารถเกิดการซื้อขายรายการใหญ่ (บิ๊กล็อต) หุ้น บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) จำนวนรวม 264,544,932 หุ้น หรือคิดเป็น 17.12% ในราคาหุ้นละ 104.50 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 27,644 ล้านบาท โดยกลุ่ม นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ นำทีมพันธมิตรเข้าซื้อหุ้นจาก นพ.พงษ์ศักดิ์ วิทยากร

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ