posttoday
ความเฟื่องฟูของการเก็งกำไรในยุค QE Infinity ตอนที่ 2

ความเฟื่องฟูของการเก็งกำไรในยุค QE Infinity ตอนที่ 2

12 ตุลาคม 2555

ประการที่สอง ผมสงสัยว่าธนาคารกลางสหรัฐจะสามารถใช้นโยบายการเงินของตนเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่ ในโลกของการลงทุน ปรัชญาหนึ่งที่ผมยึดถือมากประกอบด้วยหลักการ 2 ข้อ ข้อแรก คือ อย่าลงทุนสวนกับแนวโน้มเศรษฐกิจ (Trend) แต่ให้หากำไรจากวัฏจักร (Cyclical) ข้อสอง อย่าลงทุนโดยสวนกับนโยบายธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หรือทั้ง 2 ข้อสรุปง่ายๆ คือ Trend is your friend and do not fight the Fed

ประการที่สอง ผมสงสัยว่าธนาคารกลางสหรัฐจะสามารถใช้นโยบายการเงินของตนเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่ ในโลกของการลงทุน ปรัชญาหนึ่งที่ผมยึดถือมากประกอบด้วยหลักการ 2 ข้อ ข้อแรก คือ อย่าลงทุนสวนกับแนวโน้มเศรษฐกิจ (Trend) แต่ให้หากำไรจากวัฏจักร (Cyclical) ข้อสอง อย่าลงทุนโดยสวนกับนโยบายธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หรือทั้ง 2 ข้อสรุปง่ายๆ คือ Trend is your friend and do not fight the Fed

แนวโน้มขณะนี้ คือ เศรษฐกิจโลกจะต้องชะลอตัวจากปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก (Global Imbalance) เพราะกำลังซื้อสินค้าและบริการหลักของโลก ซึ่งมาจากสหรัฐและยุโรป ประสบปัญหาหนี้สินภาครัฐและหนี้สินครัวเรือนในระดับสูง จนไม่สามารถจะเป็นอุปสงค์หลักของโลกได้ และต้องทยอยลดหนี้สิน (Deleveraging Process) ในขณะที่ประเทศที่ส่งออกสินค้าและบริการ ซึ่งโดยมากคือประเทศเอเชียนั้น กลับมีระดับการบริโภคที่ต่ำและใช้นโยบายกดค่าเงินให้อ่อนค่าเพื่อส่งเสริมการส่งออกให้มากขึ้น

ภาวะความไม่สมดุลนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกล่าสุด ซึ่งเผยแพร่เมื่อ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา (ดู World Economic Outlook, October 2012 page 2426) โดยระบุว่าความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกซึ่งวัดจากความไม่สมดุลของบัญชีเดินสะพัดว่าแตกต่างจากระดับที่ควรจะเป็นนั้น มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าในอดีต (เพราะเศรษฐกิจประเทศตะวันตกมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง) แต่ก็ถือว่าความไม่สมดุลที่ลดลงนี้นั้น ดีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลลดลงของสหรัฐและยุโรปนั้น มาจากอุปสงค์ภายในของ 2 แห่งนี้ แย่ลงจนไม่สามารถนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศ ที่ควรจะเป็น คือ ความไม่สมดุลของดุลบัญชีเดินสะพัดของเศรษฐกิจตะวันตกลดลง เพราะส่งออกมากขึ้น และนำเข้าน้อยลง

อย่างไรก็ตาม IMF มองในแง่บวกว่า เศรษฐกิจของประเทศเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งก็คือประเทศเอเชียนั้นกำลังเร่งเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จากขยายตัวด้วยการส่งออกมาเป็นขยายตัวจากอุปสงค์ภายในประเทศ แต่การปรับตัวนี้ยังล่าช้า เพราะประเทศเอเชียซึ่งมีไทยอยู่ด้วยนั้น ยังกดค่าเงินให้อ่อนด้วยการสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากเกินความจำเป็น

เมื่อแนวโน้มการปรับตัวของความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกเป็นไปอย่างล่าช้า และมาจากความอ่อนแอของอุปสงค์ภายในของสหรัฐอเมริกาและยุโรป จึงเป็นที่มาที่ธนาคารกลางสหรัฐเดิมพันนโยบายการเงินครั้งใหญ่ (QE 3 หรือ QE Infinity) ด้วยการพิมพ์เงินเหรียญสหรัฐอย่างต่อเนื่องมาซื้อตราสารการเงินประเภทหลักทรัพย์ที่แปลงมาจากสินเชื่อจำนองบ้าน (MortgageBacked Security : MBS) จนกว่าอัตราการว่างงานจะลดลงมาอยู่ในระดับเป้าหมาย ซึ่งตลาดคาดกันว่าน่าจะเป็นระดับการว่างงานประมาณ 6.57% ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะพิมพ์เงินยูโร (OMT) เพื่อเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศในยูโรโซนที่มีปัญหาทางการคลัง โดยประเทศที่จะเข้าโครงการ OMT จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการคลัง ซึ่งขณะที่ผมเขียนบทความอยู่ ยังไม่มีประเทศใดเข้าโครงการ OMT แต่ทางฟากสหรัฐนั้นมีการพิมพ์เงินเหรียญสหรัฐเข้ามาซื้อ MBS แล้ว

การพิมพ์เงินของธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และในอนาคตอันใกล้จะเป็นธนาคารกลางยุโรป โดยหวังว่าเงินที่พิมพ์เข้ามาจะไหลไปยังภาคเศรษฐกิจจริง ผ่านการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพื่อให้ภาคเศรษฐกิจจริงซึ่งประกอบไปด้วยธุรกิจทั้งหลายนำสินเชื่อไปขยายกิจการและเพิ่มการจ้างงานเป็นการหวังที่เกินเหตุ เพราะ QE ของสหรัฐในสองรอบก่อนหน้านั้น และ QE ของญี่ปุ่นและอังกฤษ ไม่ได้ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ หากแต่เป็นการส่งเงินให้แก่ผู้จัดการกองทุนในตะวันตก นำไปเก็งกำไรกันอย่างมหาศาลจนราคาหลักทรัพย์ทั่วโลกทะยานขึ้นมากกว่าพื้นฐานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

แม้ว่าตามทฤษฎีการบริโภค มีความเป็นไปได้ที่ความมั่งคั่งจากการที่มูลค่าหลักทรัพย์ทางการเงินเพิ่มขึ้นจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย (Wealth Effects) และนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผลของ QE ในรอบก่อนๆ นั้น พบว่าไม่ได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริโภคอย่างยั่งยืนเลย ดังจะเห็นความกังวลของผู้บริโภคสหรัฐเอง จากปัญหาความเสี่ยงทางการคลัง (Fiscal Cliff) และความเสี่ยงของประเทศยูโรโซน

ดังนั้น การที่ Fed ทำการพิมพ์เงินไม่จำกัดระยะเวลา (QE Infinity) เพื่อต่อสู้กับแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาความไม่สมดุลเศรษฐกิจโลกจึงอาจจะเป็นการไร้ผล เพราะปัญหาเหล่านี้จะต้องใช้เวลาเพื่อให้ประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างประเทศส่งออกน้ำมันและประเทศเอเชีย เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจมาเน้นอุปสงค์ในประเทศ และนำเข้าสินค้าและบริการจากตะวันตก

การพิมพ์เงินอย่างมากในขณะที่การปรับตัวอยู่ในกระบวนการและยังไม่เสร็จสิ้น จะนำพาซึ่งภาวะฟองสบู่ทางสินทรัพย์ในประเทศเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ดังจะเห็นในข้อต่อไป

หมายเหตุ โปรดติดตามตอนต่อไปในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้เนื้อหาในบทความเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่สังกัด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท