
ฝ่าวิกฤตธุรกิจเติบโตยั่งยืน ด้วยกลยุทธ์ "น่านน้ำสีขาว"
จากการประชุมเชิงวิสัยทัศน์หัวข้อ ก้าวสู่เออีซีอย่างยั่งยืน ด้วยกลยุทธ์น่านน้ำสีขาว “White Ocean Strategy”
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
จากการประชุมเชิงวิสัยทัศน์หัวข้อ ก้าวสู่เออีซีอย่างยั่งยืน ด้วยกลยุทธ์น่านน้ำสีขาว “White Ocean Strategy” โดย สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา พร้อมผู้บริหารธุรกิจที่ยึดหลักองค์กรสีขาวเป็นนโยบายและเคล็ดบริหารธุรกิจสำคัญ เพื่อนำพาองค์กรและขยายไปสู่ภาพรวมของประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี กล่าวว่า กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว หรือไวต์ โอเชียน สตราติจี จะเป็นทางออกสำคัญของโลกธุรกิจในยุคปัจจุบัน ที่จะฝ่าออกภาวะวิกฤตทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะในอีก 2 ปีเศษ ที่ประเทศไทยเตรียมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
ขณะที่องค์กรหลายภาคส่วนของไทย ต่างตื่นตัวเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการวางแผน การปรับกลยุทธ์รองรับ และการมองหาจุดยืนของธุรกิจไทย จึงมีส่วนสำคัญต่อภาพลักษณ์และสถานภาพทางความสัมพันธ์ในการค้าระยะยาว โดยเฉพาะประเทศไทยที่จะต้องเป็นสังคมแห่งคุณธรรม ควรมีจุดเด่นและวิถีการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส มีจริยธรรม เพื่อให้สามารถสร้างความได้เปรียบในโลกการค้าอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ ในทุกภาคส่วนจะต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติการ “คอร์รัปชัน” ในสังคมที่ขยับสัดส่วนการจ่ายเพิ่มขึ้นถึง 50% ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นผลสำรวจความคิดของคนไทยในปัจจุบัน ที่ระบุออกมาว่า “ยอมรับได้การโกงได้หากได้ประโยชน์ด้วย” หรือยึดตามหลักธุรกิจแบบเดิมที่มุ่งกำไรสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นเพียงการทำกำไรให้กับคนไม่กี่คนในองค์กรเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์น่านน้ำสีขาวไม่ใช่การดำเนินองค์กรเพื่อการกุศล หรือกิจกรรมซีเอสอาร์ ซึ่งเป็นเรื่องปลายทางการทำธุรกิจ แต่ตัวชี้วัดขององค์กรสีขาว จะคำนึงคุณค่าที่ได้รับมากกว่าผลกำไรที่วัดออกมาเป็นตัวเงิน แต่เกี่ยวข้องกับ 4พี สำคัญ คือ 1.พีเพิล (People) ตัวบุคคล 2.แพลเน็ต (Planet) ความเป็นสีเขียว ไม่เผาผลาญพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ 3.โปรฟิต (Profit) ผลประโยชน์ทุกภาคส่วน และ 4.แพสชัน (Passion)ความตั้งใจ
กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบาไทยแลนด์ กล่าวว่า การเป็นองค์กรสีขาวจะต้องให้ความสำคัญกับ “คน” เป็นหลัก ด้วยเชื่อว่าไม่ว่าจะเกิดวิกฤตใดๆ ขึ้นกับองค์กร บุคลากรจะเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้องค์กรรอดพ้นวิกฤตได้ อย่างในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ที่ผ่านมา จาก 10 โรงงานของบริษัทที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งรวมถึง 90% ของพนักงานบริษัทที่บ้านเรือนเสียหายจากน้ำท่วมเช่นกัน โดยบริษัทยังให้ทำงานต่อและจ่ายเงินเดือนเต็ม 100%
ทั้งนี้ บริษัทเห็นว่า การดูแลบุคลากรภายในให้มีความสุขและเป็นคนดีเพื่อสร้างเป็นองค์กรสีขาวเป็นสิ่งสำคัญ ที่ผลักดันให้บริษัทมีการเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริง จากในปัจจุบันที่บริษัทสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดคืนกลับมาได้แล้ว จากในช่วงก่อนหน้าที่ไม่สามารถทำตลาดได้ตามปกติจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นและกระทบถึงกลางปีที่ผ่านมา ด้วยเชื่อว่าพนักงานทุกคนของบริษัททำให้มีวันนี้ได้
วสันต์ โพธิพิมพานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท กลุ่มทองหล่อ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจจะไม่ทำอะไรที่ยากให้มันพร้อมนำแนวคิดจากการปฏิบัติธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในการบริหารธุรกิจ และอบรมพนักงานขายของบริษัทให้ยึดหลักการทำความดี ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาหากำไรจากการขายรถยนต์ แต่เป็นการจัดหาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของคนซื้อมากกว่า ใครอยากได้อะไรก็ไปหามาให้ ทำอะไรให้ได้ก็ยินดีที่จะทำให้
นอกจากนี้ ยังเป็นที่มาของแนวคิดแคมเปญสะท้านเมือง “คนดีไม่ต้องดาวน์” ของเบนซ์กลุ่มทองหล่อ ที่พนักงานจะต้อนรับผู้คนที่เดินเข้ามาในโชว์รูม โดยเฉพาะพนักงานขายไม่ได้ออกไปหาลูกค้านอกสถานที่ แต่อยู่ประจำในโชว์รูมเท่านั้น เมื่อมีลูกค้าสนใจเดินเข้ามา พนักงานจะเข้าไปดูแลให้ข้อมูลรายละเอียด หากลูกค้าพอใจก็สามารถจบการขายได้
บุญฤทธิ์ มหามนตรี ประธานกรรมการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจในไทยที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต ที่ขณะนี้จะต้องให้ความสำคัญใน3 คำหลัก คือ 1.สมรรถนะในการแข่งขัน2.ภูมิภาคอาเซียน และ 3.คุณธรรม ซึ่งองค์กรภาคธุรกิจต่างๆ จะต้องผลักดันแนวทางดังกล่าว เพื่อเข้าสู่การแข่งขันธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
สำหรับบริษัทได้วางนโยบายให้ความสำคัญกับคนมาตั้งแต่ปี 2546 โดยจัดทำโครงการ คนดี หรือกู๊ด พีเพิลขึ้นมา แยกออกจากโครงการภายในโรงงาน ที่มักเน้นลดต้นทุนเพื่อเพิ่มผลผลิตหรือประสิทธิภาพในการผลิตเป็นหลัก ซึ่งปรากฏว่าโครงการคนดีของบริษัทกลับทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนจากการประหยัดพลังงานได้เกือบ 20 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีแคมเปญการประหยัดพลังงานที่ลดได้ต่อปี 24 ล้านบาทเท่านั้น
“บริษัทเชื่อว่าคนที่ทำดีแล้ว คือ คนที่จะมีผลงานเป็นเลิศตามมา ซึ่งบริษัทไม่คาดหวังถึงภารกิจให้คนทำดีแล้วได้ผลประกอบการที่ดี แต่มองว่าเป็นผลพลอยได้ ซึ่งสิ่งสุดท้ายสิ่งที่จะตามมาเอง คือ ผลกำไรที่เติบโตขึ้นหลายเท่าตัว” บุญฤทธิ์ กล่าว







