posttoday
วัยเกษียณ วัยที่เหนื่อยอีกครั้ง (2)

วัยเกษียณ วัยที่เหนื่อยอีกครั้ง (2)

11 ตุลาคม 2555

ครั้งที่แล้วเราได้คุยกันค้างไว้ว่า หากจะออมเพื่อวัยเกษียณก็ต้องออมเพื่อวัยเกษียณจริงๆ คือ ออมเพื่อให้มีเงินใช้จ่ายอย่างที่เราต้องการตลอดชีวิตหลังเกษียณ โดยเป้าหมายการออมของเราควรเป็นการออมเงิน เพื่อให้เงินก้อนนี้โตให้มากที่สุด เพราะหลังจากที่เราเกษียณแล้ว เงินก้อนนี้จะเป็นหลักสำหรับการใช้ชีวิตของเราในช่วงหลังเกษียณต่อไป

ครั้งที่แล้วเราได้คุยกันค้างไว้ว่า หากจะออมเพื่อวัยเกษียณก็ต้องออมเพื่อวัยเกษียณจริงๆ คือ ออมเพื่อให้มีเงินใช้จ่ายอย่างที่เราต้องการตลอดชีวิตหลังเกษียณ โดยเป้าหมายการออมของเราควรเป็นการออมเงิน เพื่อให้เงินก้อนนี้โตให้มากที่สุด เพราะหลังจากที่เราเกษียณแล้ว เงินก้อนนี้จะเป็นหลักสำหรับการใช้ชีวิตของเราในช่วงหลังเกษียณต่อไป

วันนี้เราจะมาคุยวิธีที่เหมาะสมสำหรับการออมเงินเพื่อวัยเกษียณกัน โดยมาตรฐานทั่วโลกนั้น หากเราต้องการมีคุณภาพชีวิตในวัยเกษียณที่ดี เราควรจะมีรายได้อย่างน้อยประมาณ 70% ของรายได้เฉลี่ยช่วง 5 ปีก่อนเกษียณ เนื่องจากว่าช่วงหลังเกษียณ ค่าใช้จ่ายหลายอย่างของเราจะลดลง เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายทางสังคม ฯลฯ แต่หากเราไม่เคยมีการวางแผนการออมเงินเพื่อวัยเกษียณมาก่อนเลย การตั้งเป้าหมายที่ 70% อาจสูงเกินไป เราอาจเริ่มที่ 50% ของรายได้เฉลี่ยช่วง 5 ปีก่อนเกษียณก่อน

โดยในปี 2546 ฝ่ายวิจัยและยุทธศาสตร์ สำนักงาน ก.ล.ต.ในขณะนั้นได้มีการคำนวณหารูปแบบการออมและลงทุนสำหรับเงินออมเพื่อวัยหลังเกษียณขึ้น แม้จะเป็นรายงานที่ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่ผลที่ได้จากรายงานนี้ ผมว่าน่าสนใจสำหรับผู้ที่คิดจะออมเงินเพื่อวัยเกษียณครับ โดยรายงานดังกล่าวได้กำหนดอัตราทดแทนรายได้ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดว่าเงินได้เลี้ยงชีพจากเงินออมที่สะสมไว้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตความเป็นอยู่หลังเกษียณอายุหรือไม่ โดยกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 50% ของรายได้เฉลี่ยช่วง 5 ปีก่อนเกษียณ และกำหนดอัตราออมในช่วงร้อยละ 351 ของรายได้ และกำหนดจำนวนปีของการออมแบ่งเป็น 3 กรณี คือ ออม 10 ปี 20 ปี และ 30 ปีก่อนเกษียณ ในขณะที่นโยบายลงทุนแบ่งเป็น 3 กรณี คือ นโยบายลงทุนตราสารทุน ตราสารหนี้ และตลาดเงิน ภายใต้ข้อสมมติฐานว่า จำนวนปีที่ผู้ออมจะใช้เงินออมหลังเกษียณอายุเท่ากับ 25 ปี และการบริหารเงินออมในส่วนที่ยังไม่ใช้หลังเกษียณอายุเป็นแบบลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ สำหรับผลตอบแทนของการลงทุนแต่ละประเภทใช้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่เกิดขึ้นจริง ผลที่ได้ปรากฏดังตาราง

ผลการวิเคราะห์พบว่า จากการประมาณการอัตราทดแทนรายได้ตามกรณีการออมต่างๆ พบว่า ผู้ออมระยะเวลา 10 ปี ไม่สามารถจะบรรลุเป้าหมายอัตราทดแทนรายได้ร้อยละ 50 ในทุกกรณีการออมที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ผู้ออมระยะเวลา 20 ปี มีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนด แต่มีข้อจำกัดระหว่างการเลือกนโยบายลงทุนและอัตราออม กล่าวคือ ถ้าผู้ออมต้องการออมในอัตราประมาณร้อยละ 21 ผู้ออมต้องเลือกนโยบายลงทุนตราสารทุน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการลงทุนสูง แต่ถ้าผู้ออมเลือกนโยบายลงทุนตราสารหนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการลงทุนต่ำ ผู้ออมต้องออมในอัตราที่สูงมากร้อยละ 45 สำหรับผู้ออมที่มีระยะเวลาออม 30 ปี มีโอกาสที่จะบรรลุอัตราทดแทนรายได้ที่เป็นเป้าหมายในหลายทางเลือก ซึ่งทำให้ผู้ออมมีความยืดหยุ่นในการเลือกอัตราออม และ/หรือนโยบายลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเอง

ในกรณีที่ผู้ออมเลือกนโยบายลงทุนตราสารทุน อัตราออมที่ต้องออมจะอยู่ในระดับต่ำมากที่ร้อยละ 9 และในกรณีที่ผู้ออมเลือกนโยบายลงทุนตราสารหนี้ อัตราออมที่ต้องออมยังคงอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากที่ร้อยละ 27 หรือหากผู้ออมจะเลือกนโยบายลงทุนในตลาดเงิน ก็ยังสามารถบรรลุเป้าหมายได้ที่อัตราออมร้อยละ 39 นั่นคือ ผู้ออมที่วางแผนการออมในระยะยาว 30 ปี จะเป็นกลุ่มที่สามารถบรรลุเป้าหมายอัตราทดแทนรายได้ที่วางไว้ง่ายกว่าและมีความแน่นอนมากกว่า

จึงเห็นได้ว่าภายใต้เป้าหมายอัตราทดแทนรายได้ที่กำหนด ผู้ออมที่มีจำนวนปีของการออมยาวนานกว่า จะมีความยืดหยุ่นในการเลือกอัตราออมและนโยบายลงทุน และสามารถบรรลุเป้าหมายอัตราทดแทนรายได้ที่วางไว้ได้ง่ายกว่า ด้วยเหตุนี้การออมเพื่อวัยเกษียณ จึงควรเริ่มต้นการออมตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท