
ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนต่างประเทศ เดือน ต.ค.
ภาพรวมเศรษฐกิจต่างประเทศในเดือน ต.ค.นี้ คาดว่านักลงทุนจะมีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณครั้งที่ 3 (QE3) ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ด้วยการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (Mortgagebacked SecuritiesMBS) ในวงเงินถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน จนกว่าตลาดแรงงานจะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป(ECB) ออกมาตรการการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุไม่เกิน 3 ปี ของประเทศที่ร้องขออย่างไม่จำกัดจำนวน (Outright Monetary TransactionOMT) เพื่อกดผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศดังกล่าวให้ลดลง โดยแลกกับเงื่อนไขว่าประเทศเหล่านั้นจะต้องทำมาตรการรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด และ ECB จะทำ การดูดซับสภาพคล่อง (Sterilization) เพื่อป้องกันเงินเฟ้อ ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ประกาศขยายวงเงินเข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้นและยาวอีก 10 ล้านล้านเยน เป็นจำนวนรวม 80 ล้านล้านเยน ภายในสิ้นปี 2556 โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากภาวะเงินฝืดและทำให้เงินเยนอ่อนค่าลง ส่วนประเทศจีนนั้น ตลาดยังไม่คาดหวังว่าจะมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐออกมาในช่วงนี้
ภาพรวมเศรษฐกิจต่างประเทศในเดือน ต.ค.นี้ คาดว่านักลงทุนจะมีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณครั้งที่ 3 (QE3) ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ด้วยการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (Mortgagebacked SecuritiesMBS) ในวงเงินถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน จนกว่าตลาดแรงงานจะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป(ECB) ออกมาตรการการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุไม่เกิน 3 ปี ของประเทศที่ร้องขออย่างไม่จำกัดจำนวน (Outright Monetary TransactionOMT) เพื่อกดผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศดังกล่าวให้ลดลง โดยแลกกับเงื่อนไขว่าประเทศเหล่านั้นจะต้องทำมาตรการรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด และ ECB จะทำ การดูดซับสภาพคล่อง (Sterilization) เพื่อป้องกันเงินเฟ้อ ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ประกาศขยายวงเงินเข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้นและยาวอีก 10 ล้านล้านเยน เป็นจำนวนรวม 80 ล้านล้านเยน ภายในสิ้นปี 2556 โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากภาวะเงินฝืดและทำให้เงินเยนอ่อนค่าลง ส่วนประเทศจีนนั้น ตลาดยังไม่คาดหวังว่าจะมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐออกมาในช่วงนี้
ในด้านน้ำหนักการลงทุน ธนาคาร Credit Suisse แนะนำให้กระจายเงินลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นที่ 62% และในพันธบัตรรัฐบาล 19% ส่วนที่เหลือให้กระจายลงทุนในหุ้นกู้เอกชน 6% ถือเงินสด 5.5% ลงทุนในทองคำ 5% และลงทุนในพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (Inflationlinked government bond) 2.5% ทั้งนี้ ธนาคารได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกู้เอกชน เพราะคาดว่ามาตรการของรัฐบาลต่างๆ ที่ออกมาจะส่งผลบวกต่อธุรกิจเอกชนมากขึ้น และธนาคารยังให้น้ำหนักการลงทุนในทองคำที่ 5% สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ซึ่งอยู่ที่ 2.5% เนื่องจากการอ่อนตัวของค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ (USD) และสกุลยูโร (EUR) หลังจากการประกาศใช้มาตรการ QE 3 และ OMT ผลักดันให้ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม Credit Suisse แนะนำให้ผู้ลงทุนระมัดระวังความเสี่ยงการลงทุนที่เกิดจากเหตุการณ์ต่างๆ (Event Risks) เช่น อุปสรรคในการฟื้นฟูระบบธนาคารสเปน ปัญหาหนี้สาธารณะในกรีซ และตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐและจีน โดยเฉพาะงบการเงินไตรมาส 3/2555 ที่มีโอกาสหดตัวกว่าคาดการณ์ เป็นต้น
สำหรับภาพรวมสภาวะเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศใหญ่ๆ ของโลก ได้แก่ สหรัฐ กลุ่มยุโรป และจีน สามารถสรุปได้ดังนี้
สหรัฐ : มาตรการ QE 3 ที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบธนาคารในสหรัฐผ่านตลาดอสังหาริมทรัพย์ นับว่ามีผลทางตรงกับระบบเศรษฐกิจมากกว่าที่ตลาดคาดหมาย เนื่องจากเป็นการกระตุ้นการก่อสร้าง ยอดขายวัสดุ และธุรกิจต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และมีผลในวงกว้าง อีกทั้งยังกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อธนาคารสู่ผู้กู้ซื้อบ้าน และผู้บริโภคอื่นๆ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามอง คือ การผลักดันการจ้างงานเอกชนให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับการลงทุนภาคเอกชน
กลุ่มยูโร : ตลาดมีความมั่นใจมาตรการการฟื้นฟูของยุโรปมากขึ้น จากมาตรการ OMT ที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการฟื้นฟูระบบธนาคารยุโรป ทั้งนี้ คาดว่า หากมาตรการ QE 3 และ OMT ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม จะส่งผลให้เศรษฐกิจยุโรปสามารถฟื้นตัวได้ สำหรับในด้านการลงทุน ผู้จัดการกองทุนยุโรปมีมุมมองเชิงบวกกับการลงทุนในหุ้นมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าหุ้นจะเป็นสินทรัพย์ที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในอีก 12 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ ขั้นตอนการจัดตั้งสถาบันฟื้นฟูระบบธนาคารยุโรป ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการของ Banking Union และ Money Union
จีน : ตลาดมีความกังวลต่อการชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดยมองว่า รัฐบาลจีนสามารถใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การลดอัตราดอกเบี้ย หรือลดการใช้จ่ายภาครัฐ แต่อาจไม่ได้ผลที่ดีนัก เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชนต้องการการปฏิรูปทั้งในด้านความสามารถในการแข่งขันระดับโลกและตลาดในประเทศ ทั้งนี้ โอกาสการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราสำรองเงินสดธนาคารพาณิชย์ในจีนยังเกิดขึ้นได้ แต่ภาคเอกชนยังคงมีความกังวลจากยอดการส่งออกและอุปสงค์ในประเทศ รวมทั้งคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคาร ในด้านการทุ่มงบประมาณการใช้จ่ายภาครัฐ ยังมีข้อบกพร่องในเรื่องผลกระทบในการแบ่งปริมาณเงินจากการลงทุนภาคเอกชน หรือการทุจริตต่างๆ ที่มีผลกระทบวงกว้างในการเมืองจีน ดังนั้น ทางแก้ไขที่จะช่วยสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่ดีในระยะยาว คือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีนอย่างเต็มรูปแบบ







