
แรงงานช่างฝีมือขาด วิกฤตอุตสาหกรรมไทย
......นิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ
วิกฤตภาคอุตสาหกรรมของไทยภาคอุตสาหกรรมไทยต้องการแรงงานในระดับกลางถึงระดับสูงเป็นจำนวนมากกว่าระดับล่าง แต่ในปัจจุบันกลับประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานดังกล่าว เนื่องจากเด็กไทยมีค่านิยมไม่เข้าเรียนทางด้านอาชีวศึกษา แต่หันไปเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อให้ตัวเองจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งในสภาพความเป็นจริงกลับไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานในระดับช่างฝีมือเป็นจำนวนมาก
โดยในปี 2553 คาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนแรงงานทั่วไป รวมไปถึงระดับช่างฝีมือไม่ต่ำกว่า 45 แสนคน ขณะที่นักศึกษาจบใหม่ในระดับอุดมศึกษามีแนวโน้มตกงานสูง ที่ผ่านมาภาคเอกชนได้เรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุงโครงสร้างการศึกษาของไทยให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานจริง ซึ่งเอกชนได้เสนอให้หยุดการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเพิ่ม แต่ควรมุ่งเน้นด้านคุณภาพมากกว่าปริมาณ และหันมาส่งเสริมระดับอาชีวะให้มากขึ้น เป็นต้น
สาเหตุของปัญหาดังกล่าวมีรากเหง้าปัญหาที่แท้จริงมาจากระบบโครงสร้างการจ่ายเงินเดือนหรือผลตอบแทนของภาคเอกชนเองที่ยังใช้การจ่ายเงินเดือนในระบบคุณวุฒิการศึกษา ซึ่งหมายความว่าจ่ายเงินเดือนตามคุณวุฒิที่จบมา ทำให้ค่านิยมของนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนผู้ปกครองหันไปให้ความสนใจกับคุณวุฒิทางการศึกษามากกว่าสมรรถนะ (Competency) ที่ได้รับ เนื่องจากเห็นว่าบุตรหลานจบออกมาแล้วจะทำให้มีโอกาสได้งานทำและมีรายได้ที่ดี ขณะที่แตกต่างจากความต้องการที่แท้จริงด้านอุปทานแรงงานของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคธุรกิจบริการอื่นๆ
ดังนั้น ผู้เขียนเห็นว่าเราควรยกเลิกระบบนี้ เนื่องจากไม่ทันสมัยและไม่ส่งเสริมให้เกิดการปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก สังคมควรกลับมาให้คุณค่าของผลตอบแทนตามระบบคุณวุฒิวิชาชีพ (Thai Vocational Qualifications : TVQ) ระบบนี้จะจ่ายผลตอบแทนตามสมรรถนะที่ทำได้ จึงเป็นหลักประกันได้ว่าการจ่ายผลตอบแทนจะสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เนื่องจากคนที่จบการศึกษาด้วยคุณวุฒิที่สูงกว่าไม่ได้เป็นหลักประกันเลยว่าจะสามารถทำงานและมีสมรรถนะตามที่เจ้าของธุรกิจต้องการ แต่ถ้ามีระบบการจ่ายผลตอบแทนตามสมรรถนะ ตามมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ ก็จะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
ซึ่งต่อไปนี้สถาบันการศึกษาทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสถาบันอาชีวะหรือมหาวิทยาลัยจะต้องให้ความสำคัญ โดยมีการจัดหลักสูตรเนื้อหาการเรียนการสอนให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งอาจจะมีโครงการที่เป็นการนำร่อง เพื่อพัฒนาให้สามารถนำระบบนี้มาใช้และปรับปรุงให้เข้ากับการศึกษาในสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นการร่างหลักสูตร Redesign Curriculum เพื่อปรับทบทวนหลักสูตรให้เป็นไปตามอุปสงค์ หรือ Demand Driven ไม่ใช่เป็นไปตามอุปทาน หรือ Supply Driven ที่หมายถึงระบบการเรียนการสอนในระดับการศึกษาต่างๆ ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามหลักสูตรที่ร่างขึ้นใหม่นี้ด้วย โดยอาจจะใช้โรงงานเป็นสถานที่เรียนและที่ฝึกงาน ซึ่งหากแนวคิดได้รับการนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมก็จะมั่นใจได้ว่านักศึกษาจะสามารถมีการพัฒนาสมรรถนะให้เป็นไปตามที่ภาคเอกชนหรือสถานประกอบการต้องการ
ดังนั้น จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าภาคการศึกษาทั้งหลายจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อโลก การเปลี่ยนแปลง และจำเป็นต้องสร้างบุคลากรต่างๆ คือ นักเรียน นักศึกษา ให้มีคุณวุฒิวิชาชีพตามที่ภาคเอกชนต้องการ สามารถทำงานได้จริง และจะไม่เป็นการสูญเปล่าทางการศึกษา นอกจากนี้ยังทำให้สามารถได้รับผลตอบแทนสูง ตามสมรรถนะที่สร้างให้กับองค์กรได้ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ของวงการการศึกษาไทยในอนาคตเลยทีเดียว







