
แบงก์น่าสนใจที่สุดปีนี้
....จิตรา อมรธรรม
SET Index ที่ระดับปิดที่ 772 จุด วันที่ 22 มี.ค. ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 93 จุด จากจุดต่ำสุดของปีนี้ที่ 679 จุด หรือ 14% โดยมาจาก Flow จากต่างชาติเป็นหลัก แม้จะมีแรงขายทำกำไรในช่วงบ่ายในกลุ่มธนาคารและพลังงาน แต่ยอดของต่างชาติก็เป็นซื้อสุทธิ 2,279 ล้านบาท รวมเป็นยอดซื้อสุทธิในปีนี้ 30,710 ล้านบาท นอกจากประเด็นการเมืองในประเทศที่ดิฉันเห็นว่าผ่านจุดพีกหรือแย่ที่สุดไปแล้ว และเศรษฐกิจในเอเชียรวมถึงไทยที่แข็งแกร่งฉีกตัวออกมาจากโลกตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด
ดิฉันเชื่อว่าด้วยสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่มาก (เพราะยังมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยและขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป การถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขณะนี้ยังไม่เริ่มต้นอย่างชัดเจนด้วยซ้ำ การขยายกำลังการผลิตของโรงงานต่างๆ ยังไม่เกิดขึ้นเพราะอุปสงค์ยังฟื้นตัวไม่มากพอ) จะทำให้ต่างชาติยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นเอเชียต่อเนื่อง
หากมองย้อนกลับไปในปี 2551 ที่เกิดวิกฤต Subprime ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 1.6 แสนล้านบาท เป็นการขายเกือบทั้งหมดที่ซื้อมาก่อนหน้านั้น 3 ปีรวมกัน 1.8 แสนล้านบาท เท่ากับว่าต่างชาติแทบจะต้องกลับมาสร้างสถานะในไทยกันใหม่ (ก่อนหน้ามีสถานะซื้อสลับขายมาตั้งแต่ดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,200 กว่าจุด) โดยในปีที่ผ่านมาซื้อสุทธิ 3.8 หมื่นล้านบาท และปีนี้ (จนถึงวันที่ 22 มี.ค.) ซื้อสุทธิอีก 3.1 หมื่นล้านบาท เทียบกับในปีที่สถานการณ์เป็นปกติไม่มีวิกฤต ยอดซื้อของต่างชาติขยับสูงไปได้ถึง 5.5 หมื่นล้านบาท/ปี และเมื่อเทียบยอดซื้อของต่างชาติกับมูลค่าตลาด ปัจจุบันอยู่ที่ 1.2% ต่ำกว่าปีปกติที่จะวิ่งอยู่ในช่วง 1.61.8% ของมูลค่าตลาด
หากเป็นเช่นนั้นหมายความว่าต่างชาติยังซื้อได้อีก 2.5
–3.5 หมื่นล้านบาท แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะซื้อทุกวัน การขายของต่างชาติจึงมีโอกาสเกิดขึ้นตลอดเวลาซึ่งหมายถึงการปรับฐานของดัชนี แต่เป็นการพักฐานเพื่อสลับต้นทุนและไปต่อตราบที่ยังไม่มีความเสี่ยงใหม่ๆ ที่ตลาดไม่รู้เกิดขึ้นฝ่ายกลยุทธ์ของ FSS ได้คาดการณ์ดัชนีในปีนี้ไว้ที่ 860 จุด ตั้งแต่เกิดความเสี่ยงเรื่องมาบตาพุดใหม่ๆ และพร้อมจะปรับเป้าหมายขึ้นหากมาบตาพุดคลี่คลายเร็วกว่าคาด โดยกลุ่มธนาคารเป็นหนึ่งในกลุ่มที่น่าลงทุนที่สุดในปีนี้ เหตุผลตรงไปตรงมาคือธนาคารเป็นกลุ่มเดียวที่รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะดอกเบี้ยเงินกู้จะค่อยๆ ทยอยปรับราคาขึ้นทันทีในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากมีส่วนที่เป็นฝากประจำและลอยตัวอย่างละครึ่ง แต่การปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากจะค่อยๆ ปรับในระยะถัดไป กำไรของธนาคารคือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น นักวิเคราะห์ของ FSS ประเมินว่ากำไรของกลุ่มธนาคารในปี 2553
–2554 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 16% ต่อปีเป็น 1.02 แสนล้านบาท และ 1.18 แสนล้านบาท ตามลำดับ เป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปี (การจะให้กำไรในระดับแสนล้านบาทเติบโตปีละกว่า 10% ไม่ใช่เรื่องง่าย) และเป็นเม็ดเงินที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ธนาคารที่เป็น Top Picks ของ FSS ได้แก่ KBANK, SCB, BAY แต่ถ้าระยะสั้นต้องแถม TCAP อีกหนึ่งตัว






