
ค่ายรถยุโรปแนะ แก้แรงงานขาด
กลุ่มยานยนต์ยุโรป พบ รมว.อุตฯ แนะแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน พร้อมตอบรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่
กลุ่มยานยนต์ยุโรป พบ รมว.อุตฯ แนะแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน พร้อมตอบรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่
นายรอล์ฟ ดีเตอร์ ดาเนียล ประธานสมาคมศูนย์ส่งเสริมธุรกิจยูโรเปียนอาเซียน เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม ว่า นักลงทุนยุโรปหันมาลงทุนในเอเชียมากขึ้น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป ขณะที่ตลาดเอเชียมีการเติบโต โดยประเทศไทยมีศักยภาพรองรับการลงทุนและเป็นศูนย์กลางของอาเซียน
ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ไทยจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุนเข้ามาและลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค เพื่อไม่ให้นักลงทุนหันไปลงทุนประเทศอื่น โดยสมาคมฯ ได้เสนอประเด็นปัญหา ได้แก่ แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทั้งแรงงานฝีมือและแรงงานที่ไร้ฝีมือ ที่ปัจจุบันหลายบริษัทในกลุ่มยานยนต์มีปัญหาเรื่องการจ้างงาน
สำหรับแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการจัดตั้งโครงการฝึกทักษะอาชีพ รวมทั้งต้องการให้ปรับเปลี่ยนระบบ กฎเกณฑ์ กฎหมายที่มีความยุ่งยาก และมาตรฐานภายในประเทศที่ต่างจากมาตรฐานระดับนานาชาติ เช่น ข้อกำหนดให้ทดสอบผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติจากต่างประเทศแล้ว หรือการทดสอบคุณภาพแยกต่างหาก ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าในการทำงาน
“สมาคมฯ ต้องการให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ยอมรับรายงานการตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์และโรงงานจากต่างประเทศ และสนับสนุนให้มีความตกลงยอมรับร่วมกันระหว่างไทยกับอียู” นายดาเนียล กล่าว
หากไทยมีการกำหนดมาตรฐานที่แตกต่างจากประเทศอื่น ก็จะเป็นการจำกัดตลาด แต่หากเปลี่ยนแปลงได้ก็จะเข้ากับตลาดทุกตลาดได้ ซึ่งยุโรปต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน และไม่อยากให้นักลงทุนต้องไปลงทุนที่อื่นแทน โดยกลุ่มที่นักลงทุนยุโรปเข้ามาลงทุนมาก ได้แก่ ยานยนต์ เคมี อาหาร และท่องเที่ยว เป็นต้น”นายดาเนียล กล่าว
ด้านนายปีเตอร์ วูล์ฟ กรรมการผู้จัดการบริษัท บีเอ็มดับเบิลยู แมนูแฟคเจอริ่ง กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ที่กำหนดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหลัก ถือเป็นแนวทาง ที่ถูกต้อง ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์จากยุโรปเห็นด้วย
ปัจจุบันรถยนต์จากยุโรปที่ขายอยู่ในประเทศไทยก็เข้าข่ายการปล่อยมลพิษตามโครงสร้างภาษีใหม่อยู่แล้ว จึงไม่ต้องกำหนดเป้าหมาย หรือปรับกลยุทธ์ใหม่
ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ กล่าวว่า นักธุรกิจจากสหภาพยุโรป (อียู) ได้เข้ามาหารือถึงเรื่องการตรวจสอบมาตรฐาน จึงได้สั่งการให้ สมอ.ไปเร่งกำหนดขอบเขตขั้นตอนการตรวจสอบมาตรฐานให้ความชัดเจนจากเดิมในรอบ 45 วัน และนักลงทุนได้ขอข้อมูลการบริหารจัดการน้ำ และขอให้แจ้งเตือนส่งข่าวสารที่สามารถนำไปใช้งานได้เลย เช่น ระดับน้ำที่ต้องอพยพเพราะปัจจุบันมีแต่ข้อมูลดิบ







