posttoday
เรียนรู้ยุทธศาสตร์จากดีเบตสหรัฐ (1)

เรียนรู้ยุทธศาสตร์จากดีเบตสหรัฐ (1)

08 ตุลาคม 2555

ผมนั่งชมการถ่ายทอดสดการดีเบตของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาแล้วได้แง่คิดหลายด้าน

โดย...เกษมสันตื วีระกุล

ผมนั่งชมการถ่ายทอดสดการดีเบตของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาแล้วได้แง่คิดหลายด้าน ซึ่งเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ที่ผมได้เขียนมาอย่างต่อเนื่อง จึงขออนุญาตนำมาถ่ายทอดตรงนี้นะครับ

ก่อนหน้าที่จะมีการดีเบตกันนั้น ผมเห็นว่าการวางยุทธศาสตร์ของทั้งสองพรรคคือ เดโมแครตกับรีพับลิกันนั้นค่อนข้างให้ความสำคัญกับการดีเบตเป็นอย่างมาก แม้จากสถิติเก่าๆ จะบอกว่าผลแพ้ชนะจากการดีเบตนั้นส่งผลต่อการเลือกตั้งน้อย มีเพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นที่ผลแพ้ชนะจากการดีเบตส่งผลให้ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีมีการเปลี่ยนแปลง

ผมคิดว่าเป็นเรื่องของ “ศักดิ์ศรี” ของคนจะเป็นประธานาธิบดี มากกว่าจะต้องชนะและได้รับเลือกอย่างสมศักดิ์ศรี หากชนะแต่การเลือกตั้ง แต่ไปแพ้ในเวทีดีเบตนี่คงจะอธิบายยากหน่อย CNN ที่เป็นสื่อหลักในการถ่ายทอดสดการดีเบตถึงกับบอกว่า การดีเบตครั้งนี้นอกจากคนอเมริกันต้องดู เพราะเป็นการเลือกทิศทางของประเทศแล้ว คนประเทศอื่นๆ ก็ต้องดู เพราะ CNN จะทำให้เห็นภาพว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกจะเป็นอย่างไรจากทิศทางใหม่ของสหรัฐ โดยเฉพาะทิศทางเศรษฐกิจ

นโยบายของพรรคทั้งสองนั้นค่อนข้างต่างกันอย่างเห็นได้ชัด การดีเบตจึงเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าของนโยบายขยายความและในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คู่แข่งสามารถโจมตีจุดอ่อนได้ (ส่วนเมืองไทยเราน่าเสียดาย เพราะนโยบายพรรคการเมืองส่วนใหญ่ของไทย โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจนั้นเกือบทั้งหมดเขียนแบบกลมกลืนจับต้องไม่ได้ ถกเถียงกันไม่ค่อยได้ ไม่มีข้อแตกต่างกันอย่างชัดเจน)

ทีนี้เรามาดูการเตรียมตัวของผู้สมัครทั้งสองพรรคกันบ้าง ว่าเขามีการวาง “ยุทธศาสตร์ในการดีเบต” อย่างไร?

เริ่มที่ทีมงานก่อน ในแต่ละทีมจะต้องประกอบไปด้วย “นักยุทธศาสตร์” ซึ่งต้องเป็นเสนาธิการใหญ่วางยุทธศาสตร์ในการรณรงค์หาเสียงตั้งแต่ต้นจนจบ ทีมยุทธศาสตร์นี้เขาใช้หลายคนนะครับคือ มีหัวหน้าใหญ่และก็มีผู้ช่วยในด้านต่างอีกหลายคน มี “ทีมข้อมูล” เตรียมข้อมูลตัวเลข มี “ทีมเขียนบทพูดหรือสปีช” มี “ทีมบุคลิก” กำหนดท่าทางการวางมือ การใช้น้ำเสียง การแต่งตัว เสื้อผ้าหน้าผม และก็มี “ทีมฝึกซ้อม” ที่สำคัญต้องมีผู้ใหญ่ในพรรคต้องมาแสดงเป็นคู่แข่งในการดีเบตจริงๆ ด้วย ยิ่งหาคนที่พูดเก่งใกล้เคียงคู่แข่งยิ่งดีนั่นหมายความว่า แต่ละทีมต้องมีการทำการบ้านคาดเดาว่าคู่แข่งจะนำนโยบายอะไรมาขาย และจะขุดเอาประเด็นอะไรของเรามาโจมตี

ทีมของโอบามา ซึ่งประสบความสำเร็จสูงสุดจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ที่ทำให้โอบามาชนะเลือกตั้งพร้อมกับภาพลักษณ์ความหวังใหม่ไฟแรงของสหรัฐและภาพลักษณ์การเป็นนักพูดที่มีพรสวรรค์สูงยิ่ง ก่อนการดีเบตทีมงานของโอบามาออกมาเปิดเผยว่า มั่นใจในทักษะการพูดของโอบามา ดังนั้น “ยุทธศาสตร์” ที่ต้องใช้ในการดีเบตและหาเสียงคราวนี้คือ “การอธิบายให้คนอเมริกัน โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกข้างให้เข้าใจว่าที่ผ่านมาเกือบ 4 ปี ในสมัยแรกนั้น โอบามาได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจตกต่ำและคนตกงานซึ่งสูงมากในขณะนี้ โดยยุทธศาสตร์หลักจะต้องทำให้เห็นว่า เราเดินมาถูกทางแล้ว หลายๆ อย่างกำลังจะดีขึ้น เราขอเวลาอีก 4 ปีในการทำงาน วันนี้สหรัฐจะหันหลังกลับไปเลือกทางที่รอมนีย์เสนอไม่ได้แล้ว ที่สำคัญนโยบายเศรษฐกิจของโอบามาเป็นแบบประชาชนมีส่วนร่วม ส่วนของรอมนีย์ใช้แบบสั่งจากบนลงล่างหรือ Top Down”

ส่วนทางทีมของรอมนีย์นั้น “ยุทธศาสตร์” ก็คือ “วางตำแหน่งการเป็นนักพูดของรอมนีย์ให้ต่ำกว่าโอบามา” โดยทีมงานทุกคนจะออกมาพูดกับสื่อต่างๆ ยกย่องพรสวรรค์ของการเป็นนักพูดของโอบามา รวมทั้งประสบการณ์ในการดีเบตที่มีมากกว่ารอมนีย์ เพื่อให้คนจะได้ไม่คาดหวังว่ารอมนีย์จะดีเบตชนะได้ ยุทธศาสตร์นี้เป็นการโยนความกดดันออกไปจากตัวรอมนีย์และส่งไปยังโอบามา

ยุทธศาสตร์ต่อมาคือ “การใช้ความตกต่ำทางเศรษฐกิจมาเป็นจุดขาย รวมไปถึงความเข้มแข็งของความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันตกต่ำลงไปมาก โดยจะนำภาพความเป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จของรอมนีย์มาทำให้เห็นถึงความแตกต่างกับโอบามา” จำนวนคนตกงานที่สูงมากนั้นเป็นปัญหาหลักที่โอบามายังแก้ไม่ตก ดังนั้นรอมนีย์จะใช้ตัวเลขเกี่ยวกับการตกงานมาเน้นในการดีเบต พร้อมทั้งจะเสนอด้วยว่าจะมีมาตรการอย่างไรมากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยก่อนการดีเบตทีมรอมนีย์วางยุทธศาสตร์ไว้ว่า จะยังไม่เปิดรายละเอียดเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจและปล่อยให้ทีมโอบามาโจมตีไปเรื่อยๆ ว่า รอมนีย์ไม่มีแผนหรือมาตรการที่เป็นรูปธรรมเลย มีแต่ความฝัน (ขณะเขียนบทความนี้ มีข่าวออกมาว่าตัวเลขคนว่างงานของสหรัฐเริ่มลดลง ซึ่งก็กลายเป็นประเด็นให้เถียงกันอีกว่า เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นจริงหรือมีการแต่งตัวเลขว่างงาน เพื่อผลประโยชน์จากการเลือกตั้ง)

ก่อนการดีเบตทุกโพลต่างคาดการณ์ให้โอบามาชนะขาด และบอกว่าการดีเบตจะไม่เปลี่ยนแปลงทิศทางการเลือกตั้งเลย แต่พอการดีเบตสิ้นสุดลงโพลทั้งหมดบอกว่า รอมนีย์ดีเบตชนะโอบามา โดยโพลของ CNN ให้รอมนีย์ชนะ 65 ต่อ 27 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ทำไมจึง “พลิกล็อก” กันได้ขนาดนั้น คราวหน้าผมจะนำเอา “แนวคิดแบบยุทธศาสตร์” มาวิเคราะห์ดูนะครับ

 

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า