
เรียนรู้ยุทธศาสตร์จากดีเบตสหรัฐ (1)
ผมนั่งชมการถ่ายทอดสดการดีเบตของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาแล้วได้แง่คิดหลายด้าน
โดย...เกษมสันตื วีระกุล
ผมนั่งชมการถ่ายทอดสดการดีเบตของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาแล้วได้แง่คิดหลายด้าน ซึ่งเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ที่ผมได้เขียนมาอย่างต่อเนื่อง จึงขออนุญาตนำมาถ่ายทอดตรงนี้นะครับ
ก่อนหน้าที่จะมีการดีเบตกันนั้น ผมเห็นว่าการวางยุทธศาสตร์ของทั้งสองพรรคคือ เดโมแครตกับรีพับลิกันนั้นค่อนข้างให้ความสำคัญกับการดีเบตเป็นอย่างมาก แม้จากสถิติเก่าๆ จะบอกว่าผลแพ้ชนะจากการดีเบตนั้นส่งผลต่อการเลือกตั้งน้อย มีเพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นที่ผลแพ้ชนะจากการดีเบตส่งผลให้ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีมีการเปลี่ยนแปลง
ผมคิดว่าเป็นเรื่องของ “ศักดิ์ศรี” ของคนจะเป็นประธานาธิบดี มากกว่าจะต้องชนะและได้รับเลือกอย่างสมศักดิ์ศรี หากชนะแต่การเลือกตั้ง แต่ไปแพ้ในเวทีดีเบตนี่คงจะอธิบายยากหน่อย CNN ที่เป็นสื่อหลักในการถ่ายทอดสดการดีเบตถึงกับบอกว่า การดีเบตครั้งนี้นอกจากคนอเมริกันต้องดู เพราะเป็นการเลือกทิศทางของประเทศแล้ว คนประเทศอื่นๆ ก็ต้องดู เพราะ CNN จะทำให้เห็นภาพว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั่วโลกจะเป็นอย่างไรจากทิศทางใหม่ของสหรัฐ โดยเฉพาะทิศทางเศรษฐกิจ
นโยบายของพรรคทั้งสองนั้นค่อนข้างต่างกันอย่างเห็นได้ชัด การดีเบตจึงเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าของนโยบายขยายความและในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คู่แข่งสามารถโจมตีจุดอ่อนได้ (ส่วนเมืองไทยเราน่าเสียดาย เพราะนโยบายพรรคการเมืองส่วนใหญ่ของไทย โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจนั้นเกือบทั้งหมดเขียนแบบกลมกลืนจับต้องไม่ได้ ถกเถียงกันไม่ค่อยได้ ไม่มีข้อแตกต่างกันอย่างชัดเจน)
ทีนี้เรามาดูการเตรียมตัวของผู้สมัครทั้งสองพรรคกันบ้าง ว่าเขามีการวาง “ยุทธศาสตร์ในการดีเบต” อย่างไร?
เริ่มที่ทีมงานก่อน ในแต่ละทีมจะต้องประกอบไปด้วย “นักยุทธศาสตร์” ซึ่งต้องเป็นเสนาธิการใหญ่วางยุทธศาสตร์ในการรณรงค์หาเสียงตั้งแต่ต้นจนจบ ทีมยุทธศาสตร์นี้เขาใช้หลายคนนะครับคือ มีหัวหน้าใหญ่และก็มีผู้ช่วยในด้านต่างอีกหลายคน มี “ทีมข้อมูล” เตรียมข้อมูลตัวเลข มี “ทีมเขียนบทพูดหรือสปีช” มี “ทีมบุคลิก” กำหนดท่าทางการวางมือ การใช้น้ำเสียง การแต่งตัว เสื้อผ้าหน้าผม และก็มี “ทีมฝึกซ้อม” ที่สำคัญต้องมีผู้ใหญ่ในพรรคต้องมาแสดงเป็นคู่แข่งในการดีเบตจริงๆ ด้วย ยิ่งหาคนที่พูดเก่งใกล้เคียงคู่แข่งยิ่งดีนั่นหมายความว่า แต่ละทีมต้องมีการทำการบ้านคาดเดาว่าคู่แข่งจะนำนโยบายอะไรมาขาย และจะขุดเอาประเด็นอะไรของเรามาโจมตี
ทีมของโอบามา ซึ่งประสบความสำเร็จสูงสุดจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ที่ทำให้โอบามาชนะเลือกตั้งพร้อมกับภาพลักษณ์ความหวังใหม่ไฟแรงของสหรัฐและภาพลักษณ์การเป็นนักพูดที่มีพรสวรรค์สูงยิ่ง ก่อนการดีเบตทีมงานของโอบามาออกมาเปิดเผยว่า มั่นใจในทักษะการพูดของโอบามา ดังนั้น “ยุทธศาสตร์” ที่ต้องใช้ในการดีเบตและหาเสียงคราวนี้คือ “การอธิบายให้คนอเมริกัน โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกข้างให้เข้าใจว่าที่ผ่านมาเกือบ 4 ปี ในสมัยแรกนั้น โอบามาได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจตกต่ำและคนตกงานซึ่งสูงมากในขณะนี้ โดยยุทธศาสตร์หลักจะต้องทำให้เห็นว่า เราเดินมาถูกทางแล้ว หลายๆ อย่างกำลังจะดีขึ้น เราขอเวลาอีก 4 ปีในการทำงาน วันนี้สหรัฐจะหันหลังกลับไปเลือกทางที่รอมนีย์เสนอไม่ได้แล้ว ที่สำคัญนโยบายเศรษฐกิจของโอบามาเป็นแบบประชาชนมีส่วนร่วม ส่วนของรอมนีย์ใช้แบบสั่งจากบนลงล่างหรือ Top Down”
ส่วนทางทีมของรอมนีย์นั้น “ยุทธศาสตร์” ก็คือ “วางตำแหน่งการเป็นนักพูดของรอมนีย์ให้ต่ำกว่าโอบามา” โดยทีมงานทุกคนจะออกมาพูดกับสื่อต่างๆ ยกย่องพรสวรรค์ของการเป็นนักพูดของโอบามา รวมทั้งประสบการณ์ในการดีเบตที่มีมากกว่ารอมนีย์ เพื่อให้คนจะได้ไม่คาดหวังว่ารอมนีย์จะดีเบตชนะได้ ยุทธศาสตร์นี้เป็นการโยนความกดดันออกไปจากตัวรอมนีย์และส่งไปยังโอบามา
ยุทธศาสตร์ต่อมาคือ “การใช้ความตกต่ำทางเศรษฐกิจมาเป็นจุดขาย รวมไปถึงความเข้มแข็งของความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันตกต่ำลงไปมาก โดยจะนำภาพความเป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จของรอมนีย์มาทำให้เห็นถึงความแตกต่างกับโอบามา” จำนวนคนตกงานที่สูงมากนั้นเป็นปัญหาหลักที่โอบามายังแก้ไม่ตก ดังนั้นรอมนีย์จะใช้ตัวเลขเกี่ยวกับการตกงานมาเน้นในการดีเบต พร้อมทั้งจะเสนอด้วยว่าจะมีมาตรการอย่างไรมากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยก่อนการดีเบตทีมรอมนีย์วางยุทธศาสตร์ไว้ว่า จะยังไม่เปิดรายละเอียดเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจและปล่อยให้ทีมโอบามาโจมตีไปเรื่อยๆ ว่า รอมนีย์ไม่มีแผนหรือมาตรการที่เป็นรูปธรรมเลย มีแต่ความฝัน (ขณะเขียนบทความนี้ มีข่าวออกมาว่าตัวเลขคนว่างงานของสหรัฐเริ่มลดลง ซึ่งก็กลายเป็นประเด็นให้เถียงกันอีกว่า เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นจริงหรือมีการแต่งตัวเลขว่างงาน เพื่อผลประโยชน์จากการเลือกตั้ง)
ก่อนการดีเบตทุกโพลต่างคาดการณ์ให้โอบามาชนะขาด และบอกว่าการดีเบตจะไม่เปลี่ยนแปลงทิศทางการเลือกตั้งเลย แต่พอการดีเบตสิ้นสุดลงโพลทั้งหมดบอกว่า รอมนีย์ดีเบตชนะโอบามา โดยโพลของ CNN ให้รอมนีย์ชนะ 65 ต่อ 27 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
ทำไมจึง “พลิกล็อก” กันได้ขนาดนั้น คราวหน้าผมจะนำเอา “แนวคิดแบบยุทธศาสตร์” มาวิเคราะห์ดูนะครับ







