
"นู สกิน" พร้อมรบสยายปีกเพื่อนบ้าน
บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) ถือเป็นสาขาที่ทำรายได้สูงสุดในภูมิภาคอาเซียนและมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องค่อนข้างสูง ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร จึงได้รับมอบหมายให้ดูแลสำนักงานแห่งใหม่ ลำดับที่ 53 ประเทศเวียดนาม ที่เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) ถือเป็นสาขาที่ทำรายได้สูงสุดในภูมิภาคอาเซียนและมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องค่อนข้างสูง ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร จึงได้รับมอบหมายให้ดูแลสำนักงานแห่งใหม่ ลำดับที่ 53 ประเทศเวียดนาม ที่เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ อย่างที่ทราบว่าไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นู สกินฯ จึงตัดสินใจลงทุนในเวียดนาม หลังไม่ได้ขยายสาขาในภูมิภาคนี้มา 56 ปี สาขาล่าสุดที่เปิดไป คือ อินโดนีเซีย เมื่อ 6 ปีที่แล้ว สำหรับรายละเอียดต่างๆ ของการลงทุนในเวียดนาม บริษัทจะเปิดเผยรายละเอียดอีกครั้งในเร็วๆ นี้
ขณะที่ผลการดำเนินงานของนู สกินฯ ประเทศไทย เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะล่าสุดยอดขายในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นยอดสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา 15 ปี ด้วยรายได้ 450 ล้านบาท ทำให้รายได้รวมในช่วง 8 เดือน (ม.ค.ส.ค.) เติบโต 27% หรือมีรายได้เกือบ 2,000 ล้านบาท
วิภาดา ตั้งปกรณ์ รองประธานฝ่ายขายและปฏิบัติการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ยอดขายที่เพิ่มขึ้นมากในเดือน ส.ค. เป็นผลจากการทดลองขายผลิตภัณฑ์ใหม่ “เอจล็อค อาร์สแควร์” ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมียอดขายรวมกว่า 1 แสนกระปุกในช่วง 1 เดือน ขณะเดียวกันช่วยทำให้รายได้ของผู้แทนจำหน่ายเพิ่มขึ้น 236% ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในต้นปีหน้า
ปัจจุบัน สมาชิกของนู สกินฯ มีประมาณ 2.4 แสนราย ในจำนวนนี้สัดส่วน 15-20% เป็นผู้แทนจำหน่ายที่ทำธุรกิจอย่างจริงจัง และมีจำนวนผู้แทนจำหน่ายใหม่เพิ่มขึ้น 10-15% ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา โดยบริษัทเตรียมผลิตภัณฑ์ใหม่ เอจล็อค บอดี้ ซิสเต็มส์ 3 ไว้ช่วยผลักดันยอดขายของผู้แทนจำหน่ายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
สำหรับผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “เอจล็อค” ถือเป็นนโยบายของนู สกินฯ ทั่วโลก ที่ต้องการพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เป็นหัวหอกหลักในการบุกตลาดชะลอวัย (AntiAgeing) เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มประชากรทั่วโลกที่จะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันนี้ นู สกินฯ (ประเทศไทย) มีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เอจล็อค 80% เพิ่มจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 60% โดยมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ประมาณ 6 รายการ
“นวัตกรรมเอจล็อคช่วยสร้างความแตกต่างให้กับนู สกินฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีใครเหมือนและมีความโดดเด่นจากคู่แข่งในตลาด เป็นเหตุผลสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ผู้แทนจำหน่ายของนู สกินฯ มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยถือเป็นวิสัยทัศน์หลักของบริษัทในการดำเนินธุรกิจขายตรง” วิภาดา กล่าว
ทั้งนี้ ยอดขายของนู สกินฯ ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าตลาดรวมค่อนข้างมาก โดยสมาคมการขายตรงไทย ได้ประเมินว่า ธุรกิจขายตรงในประเทศไทยปีนี้จะเติบโตในระดับ 78% จากมูลค่าตลาดรวมกว่า 6 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา
ภคพรรณ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มธุรกิจขายตรงในช่วงไตรมาสสุดท้าย เชื่อว่าจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งโดยปกติยอดขายจะดีที่สุดของปี เนื่องจากเป็นช่วงฤดูจับจ่าย หรือไฮซีซัน โดยบริษัทเตรียมจัดกิจกรรมต่างๆ การจัดอบรมสัมมนา การโรดโชว์ไปยังจังหวัดต่างๆ รวมถึงโปรแกรมท่องเที่ยว เชื่อว่าจะช่วยผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 2,500 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีที่แล้ว
สำหรับปัจจัยเรื่องฝนตก น้ำท่วม เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมพร้อมไว้ ซึ่งบริษัทได้ปรับปรุงคลังสินค้าใหม่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยใช้งบกว่า 10 ล้านบาท พร้อมเตรียมกระจายสินค้าไปสู่ศูนย์ธุรกิจในต่างจังหวัดเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ปัจจุบัน นู สกินฯ มีศูนย์ธุรกิจ 9 แห่ง กรุงเทพฯ 2 แห่ง และต่างจังหวัด 7 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ หาดใหญ่ ภูเก็ต ขอนแก่น นครราชสีมา ชลบุรี และตรัง
นอกจากนี้ ได้พัฒนาช่องทางออนไลน์ให้สามารถทำธุรกรรมได้ตั้งแต่การซื้อขายสินค้า สมัครสมาชิก ซึ่งในช่วงฤดูฝนนี้ ยอดธุรกรรมผ่านออนไลน์เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีสัดส่วน 1520% เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี
“อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เรื่องสภาพแวดล้อมคงไม่สามารถไปคาดเดาได้ แต่ในแง่การทำธุรกิจคงต้องเตรียมพร้อม ซึ่งจากประสบการณ์ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้เตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวไว้แล้ว เพราะฉะนั้น ก็เดินหน้าทำธุรกิจตามปกติ ไม่ได้กังวลแต่อย่างใด” ภคพรรณ กล่าวทิ้งท้าย







