posttoday
การปรับตัวสู่...เกษตรสมัยใหม่

การปรับตัวสู่...เกษตรสมัยใหม่

06 ตุลาคม 2555

ปัจจุบันทั่วโลกกำลังหันมาให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรมากขึ้น

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ปัจจุบันทั่วโลกกำลังหันมาให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศตัวเอง เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง การส่งออกและการเติบโตของจีดีพีก็ตก ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตร (ธัญพืช ข้าวโพด ถั่วเหลือง) ในสหรัฐกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง จึงทำให้เกิดความกลัวว่า ภาวะขาดแคลนอาหารจะกลับมาอีกครั้ง

ประเทศไทย แม้ว่าการผลิตข้าว ราคาข้าวจะไม่ได้อยู่ภายใต้การกดดันเหมือนการผลิตข้าวโพดและถั่วเหลืองของสหรัฐมากนัก แต่ก็มีความเสี่ยงจากการตัดสินใจทางการเมือง หรือนโยบายการเมืองของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นความท้าทายใหญ่ของภาคการเกษตรไทย

ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ขึ้นมา เป็นการนำที่ดินมารวมกันให้มีขนาดใหญ่พอสำหรับทำการเกษตรสมัยใหม่แบบครบวงจร โดยใช้ผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ และต้องมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะเดียวกันก็ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตรได้

ที่ว่าเกษตรสมัยใหม่ก็คือ การให้ผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญมาทำหน้าที่บริหารจัดการแทน โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกำลังการผลิต รวมทั้งยังช่วยแก้ปัญหาแรงงานภาคการเกษตรขาดแคลนด้วย

ยกตัวอย่างประเทศจีนได้ให้ความสำคัญด้านความมั่นคงทางอาหารมากกว่าไทย ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนมีการกำหนดพื้นที่ทำการเกษตรไว้ว่าต้องไม่ต่ำกว่า 120 ล้านเฮกเตอร์ และที่ผ่านมาผลผลิตด้านธัญพืชในประเทศจีนก็สูงขึ้นตลอดเวลา เพราะรัฐบาลจีนมีการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ประเทศไทยนำเอาคำขวัญ “ครัวของโลก” มาใช้ เพื่อเป็นตัวผลักดันธุรกิจอาหาร แต่รัฐบาลยังขาดยุทธศาสตร์และแนวทางที่ชัดเจน ยิ่งเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ไทยจะมีโอกาสมากที่จะเป็นศูนย์กลางสำคัญทางเกษตรและอาหาร หากเตรียมตัวให้พร้อม

อนันต์ ดาโลดม นักวิชาการด้านการเกษตร และนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังไม่มียุทธศาสตร์การเกษตรที่ชัดเจนว่า อีก 510 ปีข้างหน้า การเกษตรของไทยควรจะเดินไปในทิศทางไหน ขณะที่ทั่วโลกต่างหันมาให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรมากขึ้น เพราะจำนวนประชากรโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณความต้องการใช้ทรัพยากร อาหาร และพลังงานเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย นอกจากนี้สภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการคาดการณ์ว่า ในอีก 34 ปีข้างหน้า ธุรกิจอาหารและเกษตรจะมีการเติบโตมากถึง 30%

“เสียดายที่ไทยไม่มียุทธศาสตร์นี้เลย มีแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้เงินจำนวนมหาศาลไปอุ้มราคาสินค้าเกษตร ซึ่งจะเป็นผลเสียระยะยาวต่อภาคการเกษตรและเกษตรกรไทยในอนาคต ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วไทยก็มีระบบคอนแทรกต์ฟาร์มมิง ที่บริษัทเอกชนรายใหญ่ๆ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในฟาร์มเกษตรกรที่เป็นคู่สัญญากัน และระบบสหกรณ์การเกษตรที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่รัฐบาลไม่เคยสนใจและให้ความสำคัญ”

หากรัฐบาลยังละเลย ก็จะทำให้ไทยเสียตำแหน่งครัวโลกไปแน่นอน โดยเห็นว่า 1.รัฐบาลควรปรับประสิทธิภาพการผลิต ให้เกษตรกรที่ยังไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ที่มีอยู่ประมาณ 1 ล้านครัวเรือน มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง เพื่อดึงให้มีแรงงานอยู่ในภาคการเกษตรต่อไป 2.การมีระบบบริหารจัดการน้ำที่ดีทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลใช้งบประมาณมากถึง 3.5 แสนล้านบาท ในการบริหารจัดการน้ำ แต่ก็ยังไม่เห็นผลอะไร หากสามารถบริหารจัดการน้ำให้สมดุลกันได้ แล้วนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปใช้ก็จะทำให้การทำเกษตรง่ายขึ้น

3.สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ให้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้งานวิจัยด้านการเกษตรลดลงทุกปี และ 4.ควรจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อภาคการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนสำรองในการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งหากทำได้ เชื่อว่าเกษตรกรไทยในอนาคตจะต้องมีฐานะดี เป็นผู้ที่มีความรู้ มีโลกทัศน์ที่กว้าง เข้าใจธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดเป็นเกษตรกรที่นักการเมืองต้องมาพึ่งพา ไม่ใช่ผู้ที่ต้องไปพึ่งพานักการเมืองอีกต่อไป

ความจริงภาคเกษตรของประเทศไทยมีรากฐานที่แข็งแรงอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ว่าชุดไหนไม่เคยให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ด้วยการกำหนดจัดทำยุทธศาสตร์ภาคการเกษตรของประเทศระยะยาว จึงทำให้เกษตรกรต่างคนต่างเดิน พอเห็นราคาสินค้าเกษตรตัวไหนดีก็แห่ปลูกกัน ทำให้เกิดปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จนรัฐบาลต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการอุดหนุนราคาให้ สุดท้ายเกษตรกรก็พัฒนาประสิทธิภาพตัวเองไม่ได้ กลายเป็นการทำลายตัวเองไปในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท