
พอร์ตสำเร็จรูปผสมเสร็จ...พร้อมเสิร์ฟ(4)
มาถึงเมนูสุดท้ายแล้ว สำหรับ “พอร์ตสำเร็จรูป” ที่นำมาเสิร์ฟเพื่อทำให้ชีวิตการลงทุนเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นำสินทรัพย์หลายๆ ประเภทมาผสมอยู่ในกองทุนเดียว เพื่อให้เหมาะกับนักลงทุนแต่ละคน เพียงแค่ตอบคำถามง่ายๆ 3 ข้อ ซึ่งที่ผ่านมาเราถามกันไปแล้ว 2 คำถาม คือ อายุเท่าไร และมีเป้าหมายอะไร
มาถึงเมนูสุดท้ายแล้ว สำหรับ “พอร์ตสำเร็จรูป” ที่นำมาเสิร์ฟเพื่อทำให้ชีวิตการลงทุนเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นำสินทรัพย์หลายๆ ประเภทมาผสมอยู่ในกองทุนเดียว เพื่อให้เหมาะกับนักลงทุนแต่ละคน เพียงแค่ตอบคำถามง่ายๆ 3 ข้อ ซึ่งที่ผ่านมาเราถามกันไปแล้ว 2 คำถาม คือ อายุเท่าไร และมีเป้าหมายอะไร
เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็เหลือแค่คำถามสุดท้าย คือ “รับความเสี่ยงได้แค่ไหน”
แต่หลายคนพอเจอคำถามนี้ถึงกับอึ้งไป เพราะไม่รู้เหมือนกันว่า จริงๆ แล้วตัวเรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน และจะเอาอะไรมาวัด
เรื่องนี้ไม่ยาก เพราะก่อนที่จะซื้อกองทุน (ไม่ว่าจะเป็นกองทุนประเภทไหน) นักลงทุนจะต้องทำ “แบบประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยง” ตามระเบียบของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
คำถามข้อ 1-10 เป็นคำถามทั่วๆ ไป เช่น อายุ ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน ทัศนคติเกี่ยวกับการลงทุน และข้อ 11 จะถามว่า รับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้หรือไม่
หลังจากตอบคำถามในแบบสอบถามนั้นจนครบทุกข้อแล้ว จะรู้เลยว่า “ได้คะแนน” เท่าไร และจัดอยู่ในนักลงทุนกลุ่มไหน รับความเสี่ยงได้ในระดับใด โดย ก.ล.ต.แบ่งนักลงทุนออกเป็น 5 กลุ่ม
กลุ่ม 1 รับความเสี่ยงได้ต่ำ
กลุ่ม 2 รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ
กลุ่ม 3 รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูง
กลุ่ม 4 รับความเสี่ยงได้สูง
กลุ่ม 5 รับความเสี่ยงได้สูงมาก
llรับความเสี่ยงได้แค่ไหน
ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงเป็นเรื่องเฉพาะตัว และไม่สามารถตัดสินได้จากมองแค่เพียง “เปลือกนอก” เพราะมันเป็นเรื่องของ “หัวใจ”
เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกถ้า “คุณปู่จะซู่ซ่า” พร้อมรับความเสี่ยงสูงที่ทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย และก็ไม่แปลกอีกเหมือนกันถ้าวัยรุ่นใจร้อนก็อาจจะเป็น “วัยรุ่นหัวใจไม่แข็งแรง” ที่ไม่พร้อมจะลงทุนอะไรเสี่ยงๆ เลยก็ได้
เมื่อรู้จักตัวเองแล้วว่า รับความเสี่ยงได้ในระดับไหน ทีนี้ก็ถึงเวลามาเลือกกองทุน ซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่มกองทุนที่ตั้งใจจะ “ตอบโจทย์” การลงทุนที่วัดจากระดับการยอมรับความเสี่ยงของนักลงทุนอยู่ 2 กลุ่ม คือ กองทุน “สมาร์ท เวล์ท โซลูชัน แฟมิลี” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี และกลุ่มกองทุนไทยพาณิชย์สมาร์ทแพลน ของ บลจ.ไทยพาณิชย์
(จริงๆ แล้ว กลุ่มกองทุนเค แพลน ก็อาจจะตอบโจทย์เรื่องการยอมรับความเสี่ยงได้เช่นเดียวกัน แต่เท่าที่ฟังจากวัตถุประสงค์ในการตั้งกองทุน ดูเหมือนจะออกมาเพื่อรองรับการลงทุนตามเป้าหมายทางการเงินเป็นหลัก)
lสมาร์ท เวล์ท โซลูชัน แฟมิลี
แรกเริ่มเดิมที กลุ่มกองทุน “สมาร์ท เวล์ท โซลูชัน แฟมิลี” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี มีอยู่ 4 กองทุน แต่เมื่อไม่นานมานี้ถูกปิดไป 1 กองทุน คือ เอ็มเอฟซี เดอะ สมาร์ท แอดเวนเจอร์ ซึ่งเป็นกองทุนที่ออกมาเพื่อนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ชอบความท้าทายและประสบการณ์แปลกใหม่ตลอดเวลา
ทำให้ตอนนี้กองทุนกลุ่มนี้เหลืออยู่ 3 กองทุน ได้แก่
เอ็มเอฟซี เดอะ สมาร์ท คอลเลกเตอร์ เหมาะกับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ระดับปานกลาง ขอแค่ให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากก็พอใจแล้ว กองทุนจึงมีนโยบายลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เอ็มเอฟซี เดอะ สมาร์ท เอนแฮนซ์เซอร์ เหมาะกับคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงค่อนข้างสูง ลงทุนได้ทั้งตราสารหนี้และหุ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยหุ้นที่จะลงทุนก็จะเน้นเฉพาะหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี โดยคาดหวังกำไรจากหุ้นและดอกเบี้ยจากตราสารหนี้
เอ็มเอฟซี เดอะ สมาร์ท แมกซิไมเซอร์ เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงในระดับสูง ถึงขั้นกล้าได้กล้าเสีย สามารถลงทุนได้หลากหลาย ทั้งตราสารหนี้ หุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ และสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และที่สำคัญ คือ ต้องการได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าสองกลุ่มแรก
ผู้จัดการกองทุนทั้ง 3 กองทุน จะปรับเปลี่ยนพอร์ตลงทุนทุกไตรมาส ทุก 6 เดือน หรือเมื่อภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป
lไทยพาณิชย์สมาร์ทแพลน
หลังจากที่ทำแบบประเมินความเสี่ยงแล้ว ถ้าคะแนนตกไปอยู่ในกลุ่ม 24 ก็สบายเลย เพราะสามารถเลือกลงทุนกองทุนในกลุ่มกองทุนไทยพาณิชย์สมาร์ทแพลน ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ได้ทันที เพราะแค่ชื่อกองทุนก็บอกอยู่แล้วว่า ใครเหมาะจะลงทุนในกองทุนไหน
ไทยพาณิชย์สมาร์ทแพลน 2 เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับ 2 เพราะผู้จัดการกองทุนจะควบคุมระดับความเสี่ยงไว้ไม่ให้ติดลบเกิน 5% ต่อปี โดยจะลงทุนสินทรัพย์ได้ทั้งตราสารหนี้ หุ้น (ไม่เกิน 25% ของพอร์ต) และอสังหาริมทรัพย์ แต่จะลงทุนเฉพาะในประเทศเท่านั้น และคาดหวังผลตอบแทนประมาณ 5% ต่อปี
ไทยพาณิชย์สมาร์ทแพลน 3 เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับ 3 โดยระดับความเสี่ยงจะติดลบไม่เกิน 10% ต่อปี โดยสามารถลงทุนได้ทั้งตราสารหนี้ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่จะลงทุนหุ้นรวมกันแล้วไม่เกิน 34% และลงทุนต่างประเทศรวมกันไม่เกิน 35% โดยคาดหวังผลตอบแทน 6% ต่อปี
ไทยพาณิชย์สมาร์ทแพลน 4 เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับ 4 โดยระดับความเสี่ยงจะติดลบไม่เกิน 15% ต่อปี โดยสามารถลงทุนสินทรัพย์ได้หลากหลายเช่นเดียวกัน แต่จะลงทุนหุ้นได้มากถึง 43% และลงทุนต่างประเทศรวมกันไม่เกิน 36% โดยคาดหวังผลตอบแทน 7% ต่อปี
ศรชัย สุเนต์ตา รองกรรมการผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ บอกว่า กองทุนในกลุ่มนี้จะเน้น “การบริหารความเสี่ยง” โดยวางกลยุทธ์เพื่อทำให้รักษาระดับความเสี่ยง หรือความผันผวนของผลตอบแทนให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมกับนักลงทุนแต่ละกลุ่มตลอดเวลา
เพราะฉะนั้น กองทุนในกลุ่มนี้จึงไม่มีการกำหนดสัดส่วนการลงทุนสินทรัพย์แต่ละประเภทแบบตายตัว เพราะในแต่ละช่วงเวลาสินทรัพย์แต่ละประเภทจะมีความผันผวนที่แตกต่างกัน ทำให้การกำหนดสัดส่วนสินทรัพย์แบบตายตัว จะทำให้ความเสี่ยงของพอร์ตไม่คงที่
“ตัวอย่างเช่น การลงทุนหุ้นในเวลาที่ตลาดมีความกลัวมาก ความเสี่ยงก็จะเพิ่มมากขึ้น ราคาผันผวนมากขึ้น จะทำให้ระดับความเสี่ยงในพอร์ตก็จะสูงขึ้นไปด้วย เพราะฉะนั้นผู้จัดการกองทุนจะต้องปรับลดสัดส่วนการลงทุนหุ้นลง เพื่อให้ความเสี่ยงกลับมาอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้” ศรชัย กล่าว
การปรับสัดส่วนการลงทุนเพื่อรักษาระดับความเสี่ยงจะทำกันเดือนละครั้ง ซึ่งวิธีการบริหารแบบนี้เรียกว่า Risk Target Fund ที่นักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะในต่างประเทศนิยมใช้
นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนยังจะต้องจัดสัดส่วนการลงทุนเพื่อทำให้กองทุนมีผลตอบแทนออกมาดีที่สุดภายใต้ระดับความเสี่ยงที่กำหนดไว้อีกด้วย
แม้ว่าทุกกองทุนที่นำมาเสิร์ฟจะได้ชื่อว่าเป็น “พอร์ตสำเร็จรูป” แต่การลงทุนไม่ใช่ “อาหารจานด่วน” ที่จะปรุงเสร็จเร็ว กินได้เร็ว และอิ่มเร็ว เพราะทุกกองทุนจะต้องให้เวลาผู้จัดการกองทุนได้แสดงฝีมือ
อย่าคาดหวังกำไรมากเกินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และอย่าคาดหวังกำไรภายในเวลาสั้นๆ







