
อุตฯดันเอสเอ็มอีผลิตชิ้นส่วนสีเขียว
กระทรวงอุตฯ จับมือสหภาพยุโรป หนุนงบ 80 ล้านบาท พัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์สีเขียว รับมือเออีซี
กระทรวงอุตฯ จับมือสหภาพยุโรป หนุนงบ 80 ล้านบาท พัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์สีเขียว รับมือเออีซี
นายพงษ์เทพ จารุอำพรพรรณ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและสหภาพยุโรป เปิดตัวโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์สีเขียว เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ละชิ้นส่วนยานยนต์ของรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ด้วยงบประมาณจำนวน 1.6 ล้านยูโร หรือประมาณ 80 ล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะสนับสนุนให้กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับกลางและเล็กในขั้นที่ 2 และขั้นที่ 3 (เทียร์ 2 และเทียร์ 3) จำนวน 250 ราย พัฒนากระบวนการผลิตชิ้นส่วนเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดการใช้พลังงานในการผลิตได้อย่างน้อย 10% โดยโครงการดังกล่าวใช้เวลาการดำเนินงาน 3 ปี (2556-2558) ซึ่งจะทำเอสเอ็มอีเหล่านี้มีโอกาสแข่งขันได้หลังการเปิดเขตเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
สำหรับองค์กรที่รวมดำเนินโครงการและสนับสนุนงบประมาณ ได้แก่ สหภาพยุโรป องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) สถาบันยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนารัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เป็นต้น
นอกจากนี้ คาดว่าผลผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเอสเอ็มอีหรือผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ขั้นที่ 2 และขั้นที่ 3 (เทียร์ 2 3) จำนวน 250 แห่ง จาก 500 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพการผลิต การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการใช้พลังงานในการผลิตได้อย่างน้อย 10% โดยโครงการดังกล่าวจำดำเนินงานในระยะเวลา 3 ปี 2556-2558) ซึ่งจะส่งผลในโอกาสการแข่งขันของกลุ่มเอสเอ็มอี ในการเปิดเขตเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า เบื้องต้นสถาบันจะดำเนินการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานชิ้นส่วนอะไหล่จำนวน 19 รายการ เพื่อทดสอบชิ้นส่วนต่างๆ ก่อนเริ่มดำเนินการผลิต โดยปัจจุบันสามารถทดสอบได้จำนวน 7 รายการ
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะต้องอยู่ในแผนแม่บทระยะยาวของประเทศไทยอยู่แล้ว โดยแผนดังกล่าวจะสนับสนุนในขั้นตอนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยและการประหยัดพลังงาน ซึ่งทิศทางดังกล่าวเป็นทิศทางที่ทำทั่วโลกเริ่มมีการปฏิบัติซึ่งเป็นข้อกำหนดในการทำข้อตกลงการผลิตชิ้นส่วน
“บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนจะต้องมีการพัฒนาให้เกิดมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันไปยังตลาดในประเทศที่มีความต้องการและมาตรฐานในระดับสูงในระดับโลกต่อไป โดยหากมีการเปิด เออีซี ในอนาคตนั้นมีความเป็นห่วง ด้านแรงงานของประเทศไทยที่เสียเปรียบแรงงานต่างชาติในด้านภาษาดังนั้นจึงเป็นส่วนสำคัญที่ ผู้ประกอบการจะต้องเร่งพัฒนาเช่นกัน” นายปฏิมา กล่าว
นางอัชณา ลิมป์ไพฑูรย์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีมูลค่า 8 แสนล้านบาทต่อปี หรือเป็นอันดับที่ 8 ของโลกที่มีการส่งออกสูงสุด แบ่งเป็นชิ้นส่วนยานยนต์มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท โดยในกลุ่มอาเซียนทั้งหมดมีกำลังการผลิตได้เพียงครึ่งหนึ่งของประเทศไทยเท่านั้น
ทั้งนี้ ทิศทางการส่งเสริมการส่งออกชิ้นส่วนในอนาคตนั้นมองว่า จะต้องมุ่งเน้นไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน+6 (รวมจีนและอินเดีย) ภายใน 3 – 5 ปี ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยจะต้องมีการแข่งขันในระดับที่สูงขึ้นของตลาดโลก ดังนั้นข้อกำหนดหรือความต้องการชิ้นส่วนจากผู้ผลิตรถยนต์หลักในระดับโลกซึ่งต้องการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งระบบจะเป็นเกณฑ์หลักที่ประเทศไทยจะต้องพัฒนาขีดความสามารถเพื่อการแข่งขันไปยังระดับดังกล่าวต่อไป
นอกจากนี้ สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ขั้นที่ 1 (เทียร์1) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทระดับใหญ่ที่มีการสนับสนุนจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งมีขีดความสามารถในการลงทุนไปยังประเทศต่างๆรวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว แต่สำหรับ เทียร์ 2 – 3 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อาจจะมีขีความสารมารถในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต่างกัน ดังนั้น มองว่ารัฐบาลควรจะมีการช่วยเหลือเช่นการสนับสนุนด้านการหาแหล่งเงินทุน เป็นต้น
“สำหรับสมาคมได้มีการช่วยเหลือทางด้านการวิจัยและพัฒนารวมถึงการให้การอบรมในการยกรับความรู้ความสามารถของบุคลากรและผู้ประกอบการดังกล่าว” นางอัชณา กล่าว







