posttoday
เน้นหุ้นเสี่ยงต่ำโตจากธุรกิจปกติ

เน้นหุ้นเสี่ยงต่ำโตจากธุรกิจปกติ

05 ตุลาคม 2555

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยซื้อขายที่ใกล้ระดับมูลค่าปี 2556 เนื่องจากการปรับฐานของตลาดมีความล่าช้าออกไปจากมาตรการทางการเงินที่ธนาคารกลางหลายประเทศอัดฉีดเข้ามา

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยซื้อขายที่ใกล้ระดับมูลค่าปี 2556 เนื่องจากการปรับฐานของตลาดมีความล่าช้าออกไปจากมาตรการทางการเงินที่ธนาคารกลางหลายประเทศอัดฉีดเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงไม่ได้หายไปไหน เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงจำกัดความเสี่ยงโดยการเลือกลงทุนหุ้นความเสี่ยงต่ำและมีการเติบโตแบบจากธุรกิจปกติ

ใกล้เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี บล.แห่งนี้ได้มีการปรับราคาเป้าหมายไปยังมูลค่าปี 2556

“เราประมาณการเป้าดัชนีหุ้น 1,350 จุด ในปี 2556 เทียบเท่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 13.2 เท่า และสัดส่วนราคาต่อมูลค่าบัญชี 2.2 เท่า เนื่องจากดัชนีในปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นเกินเป้าเดิมของเราในปี 2555 ที่ระดับ 1,150 จุด และมีโอกาสปรับขึ้นค่อนข้างจำกัดต่อเป้าดัชนีปีหน้า”

ดังนั้น คาดว่าตลาดน่าจะมีการปรับฐานเกิดขึ้น ถึงแม้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้อัดฉีดมาตรการทางการเงินต่างๆ เข้ามา แต่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่อ่อนตัวลงน่าจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ตลาดเกิดการปรับฐานได้

ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเสี่ยงปรับฐาน ปัจจุบัน พี/อี อยู่ในระดับสูงกว่าตลาดอื่นๆ ที่ 1.2 เท่า เทียบกับมีระดับส่วนลดที่ 34.5 เท่าในหลายปีก่อน พี/อี ล่วงหน้า 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 13.2 เท่า ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ยกเว้นแต่ช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2551 และไตรมาส 4 ปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วม ซึ่งกำไรของบริษัทปรับตัวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ พี/อี สูงโดยอัตโนมัติเป็นเวลาชั่วคราวเท่านั้น

ในขณะที่ส่วนต่างอัตรากำไรต่อผลตอบแทนตราสารหนี้ในปัจจุบันอยู่ที่ใกล้ระดับต่ำสุดหลังวิกฤตต้มยำกุ้งที่ 3.8% เทียบกับค่าเฉลี่ยหลังวิกฤต 6.1% และค่าเฉลี่ย 12 ปี ราว 3-17% หมายความว่าตลาดในปัจจุบันอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในรอบ 12 ปี

ความเสี่ยงของกลุ่มในการปรับฐานในช่วงการปรับฐานของตลาดหุ้นไทยครั้งใหญ่ 7 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2543 หุ้นกลุ่มธนาคาร พลังงาน และขนส่ง ปรับตัวลดลงมากที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่กลุ่มค้าปลีก โรงพยาบาล และโทรคมนาคม ได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก

หุ้นที่ บล.เลือกเป็นหุ้นแนะนำ เช่น หุ้นในกลุ่มโทรคมนาคม ค้าปลีก และสาธารณูปโภค เป็นกลุ่มที่มีความปลอดภัยในการลงทุน

“เราเชื่อว่าวิธีการที่จะจำกัดความเสี่ยงจากการปรับฐานของตลาด คือ การเลือกลงทุนหุ้นตามแนวโน้มผลการดำเนินงานหรือกำไร ดังนั้นเราแนะนำเลือกหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำและมีการเติบโตของกำไรที่มีคุณภาพสูง และเลือกหุ้นที่มีการเติบโตในธุรกิจปกติ

ทั้งนี้หุ้น ที่ บล.ธนชาต แนะนำ คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) จะเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต 3G ในเดือน ต.ค. และมีอัตราผลตอบแทนปันผลสูง รองรับการปรับตัวลงของราคาหุ้น ธุรกรรมการซื้อหุ้นบริษัท สยามโกลบอล (GLOBAL) ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) จำนวน 30-33% จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. และจะมีการประกาศแผนการดำเนินงานใหม่ที่เร่งการเติบโตมากขึ้น

บริษัท แสนสิริ (SIRI) มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้และมูลค่าหุ้นที่ต่ำรองรับการปรับฐาน

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) มีการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังปีนี้ และแผนขยายกิจการใหม่รองรับราคาหุ้น รวมถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2555 ของบริษัท บีอีซีเวิลด์ (BEC) มีแนวโน้มทำจุดสูงสุดใหม่

บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) และบริษัท บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) ยังคงไม่มีปัจจัยบวกที่เห็นได้ชัดเจนนักในช่วงครึ่งหลังปี 2555 แต่ราคาหุ้นได้มีการปรับตัวลงแล้ว 617% จากจุดสูงสุด

บริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO) เป็นหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีแผนการเติบโตระยะยาวใหม่ และได้นำหุ้นธนาคารเกียรตินาคิน (KK) ออกจากหุ้นแนะนำ เนื่องจากใกล้แตะราคาเป้าหมาย และแทนด้วยบริษัท กันกุล เอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) ซึ่งมีเรื่องราวการเติบโตคล้ายกับ EGCO

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท