posttoday
ไบโอ ฟาร์มมิง ทางรอดอาชีพเกษตร หลังเปิดเออีซี

ไบโอ ฟาร์มมิง ทางรอดอาชีพเกษตร หลังเปิดเออีซี

05 ตุลาคม 2555

งานสัมมนาเกษตรก้าวหน้า ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพืชพันธุ์ ผัก ผลไม้ ดอกไม้

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

งานสัมมนาเกษตรก้าวหน้า ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพืชพันธุ์ ผัก ผลไม้ ดอกไม้ และกล้วยไม้แห่งภูมิภาคเอเชีย หรือ Horti ASIA (ฮอร์ติ เอเชีย) ที่ต้องการเป็นศูนย์กลางรวบรวมแหล่งความรู้ทางการเกษตรทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรของไทยทั้ง 4 ภูมิภาค โดยเริ่มต้นที่ครั้งแรกที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะมีเกษตรกรและตัวแทนสหกรณ์การเกษตรให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม

ดนุวัต เพ็งอ้น ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพ และสถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมเสวนาเรื่องเกษตรชีวภาพ (ไบโอ ฟาร์มมิง) ซึ่งเป็นแนวโน้มของธุรกิจภาคการเกษตรทั่วโลก ที่มุ่งเน้นให้มีระบบการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีความปลอดภัยต่อทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีการเพาะเมล็ดพันธุ์และเนื้อเยื่อ ด้วยการเพาะปลูกแบบโรงเรือน (กรีนเฮาส์) การชลประทานประหยัดน้ำ วิธีการเหล่านี้จะสามารถควบคุมสภาวะแวดล้อม และยังช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนระยะยาวให้แก่เกษตรกรได้

ขณะที่ วรรณพร ทะพิงค์แก อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวศาสตร์และสัตว์น้ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเสริมในเรื่องของเทคโนโลยีอาหารสัตว์ เพิ่มเอนไซม์ เพิ่มสารอาหาร ลดต้นทุนระยะยาวให้แก่เกษตรกรภาคเหนือ ระบุว่า ปัจจุบันสารเอนไซม์ที่ใช้กันอยู่ในอาหารสัตว์ ซึ่งใช้ในกระบวนการช่วยย่อยสารอาหารของสัตว์ คิดเป็น 10% ของต้นทุนราคาอาหารสัตว์ทั้งหมด แต่เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักและเข้าใจถึงคุณสมบัติของสารเอนไซม์ในอาหารสัตว์แต่ละตัว จึงทำให้สารเอนไซม์เหล่านี้ใช้ไม่หมดและกลายมาเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมแทน

ไบโอ ฟาร์มมิง ทางรอดอาชีพเกษตร หลังเปิดเออีซี

 

“เทรนด์ต่อไปของสารเอนไซม์ คือ นอกจากจะช่วยย่อยสารอาหารแล้วจะต้องช่วยต่อต้านยับยั้งโรค และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในสัตว์แทนการใช้ยาปฏิชีวนะได้ด้วย หากทำได้ก็จะเป็นผลดีในการค้าขายของเกษตรกรไทยในยุคเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เนื่องจากต่อไปปัญหานี้จะกลายเป็นกำแพงภาษีแทน” วรรณพร กล่าว

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยต้องนำเข้าสารเอนไซม์จากต่างประเทศในแต่ละปีมากถึง 99% ปัจจุบันมีบริษัทของคนไทยเพียง 2 บริษัทเท่านั้น ที่สามารถผลิตสารเอนไซม์ได้เอง โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรมให้

นอกจากนี้ บริษัท กสท โทรคมนาคม (CAT) ยังได้จัดทำระบบ CAT ESmart Farm เป็นระบบตามสอบสินค้าเกษตร ช่วยให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าเกษตรสามารถตามสอบสินค้า เพื่อค้นหาแหล่งที่มาของผลผลิต กระบวนการผลิต ตั้งแต่ฟาร์ม โรงคัดบรรจุ รวมถึงการขนส่งได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถหาสาเหตุของปัญหา เช่น สารตกค้าง ศัตรูพืช ซึ่งจะเป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจและจัดการปัญหาได้ทันที ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของไทยให้มีความแตกต่างด้านคุณภาพความปลอดภัยและส่งเสริมให้สินค้าไทยแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบตามสอบสินค้าปัจจุบันมีความสำคัญมาก เนื่องจากระบบมาตรฐานและกฎข้อบังคับต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารจำเป็นต้องรู้ถึงต้นกำเนิดของวัตถุดิบของสินค้าที่ผลิต เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพอาหารที่ผลิตส่งออกไปยังต่างประเทศ

ระบบ CAT ESmart Farm จะมีฟังก์ชันการตรวจสอบข้อมูลสินค้าจากผู้ซื้อหรือผู้บริโภคด้วยมือถือสมาร์ตโฟนที่ทำงานระบบปฏิบัติการ IOS หรือแอนดรอยด์ โดยผู้ซื้อหรือผู้บริโภคสามารถใช้แอพพลิเคชันในการอ่านบาร์โค้ดที่พิมพ์ออกมาจากระบบและติดไปกับบรรจุภัณฑ์ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ระบบปฏิบัติการ

เชิดชาย สินธุ์สังข์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บี.อินเตอร์เนชั่นแนล แอนด์ เทคโนโลยี (เบทาโกร) ในฐานะนายกสมาคมผู้ค้าอุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์ไทย กล่าวว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมอุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์ของไทย เมื่อมีการเปิดเออีซีในปี 2558 ถือว่าไทยยังได้เปรียบอยู่ และเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะขยายการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกที่เหลือ ขณะนี้มีผู้ประกอบการหลายรายที่เตรียมแผนส่งออกและขยายโรงงานผลิตอุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์ไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว

คาดว่าจะทำให้มูลค่าการส่งออกอุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์ของไทยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยจะขยับเข้ามาอยู่ใกล้กับมูลค่าภายในประเทศที่มีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท/ปี จากปัจจุบันมีมูลค่าส่งออก 1,000 ล้านบาท/ปี ปัจจุบันสมาคมผู้ค้าอุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์ไทยมีสมาชิกทั้งหมด 24 บริษัท บริษัทเหล่านี้สามารถผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ส่งออกไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านได้แล้ว เช่น พม่า กัมพูชา อินเดีย ศรีลังกา ลาว เวียดนาม และบังกลาเทศ เนื่องจากสินค้าของไทยมีการพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศนั้นๆ ซึ่งได้รับการยอมรับมากกว่าสินค้าที่ส่งมาจากประเทศในแถบยุโรป

อย่างที่รู้กันดีว่า เมื่อเออีซีเปิดก็จะเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคของเกษตรกรไทย ดังนั้นจึงต้องเร่งปรับตัวตั้งรับให้ทัน ด้วยการเน้นคุณภาพที่ไทยมีอยู่แล้ว เป็นการเลือกทำตลาดแทนที่จะไปแข่งด้วยราคากับประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งนั่นจึงจะเป็นทางรอดของภาคการเกษตรไทย

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน