
วัยเกษียณ วัยที่เหนื่อยอีกครั้ง
เริ่มต้นเดือน ต.ค. เริ่มปีงบประมาณของภาครัฐไทย เริ่มงานในตำแหน่งใหม่ๆ สำหรับผู้ที่ได้รับการปรับเลื่อนยศหรือตำแหน่ง และก็เป็นช่วงเริ่มต้นสำหรับชีวิตวัยเกษียณสำหรับข้าราชการที่เกษียณอายุ
เริ่มต้นเดือน ต.ค. เริ่มปีงบประมาณของภาครัฐไทย เริ่มงานในตำแหน่งใหม่ๆ สำหรับผู้ที่ได้รับการปรับเลื่อนยศหรือตำแหน่ง และก็เป็นช่วงเริ่มต้นสำหรับชีวิตวัยเกษียณสำหรับข้าราชการที่เกษียณอายุ
วัยเกษียณอาจเป็นช่วงเวลาที่หลายคนเฝ้ารอคอยเพื่อที่จะได้หยุดพักหลังจากที่ได้ทำงานหนักมาตลอดชีวิต แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่หลายคนกังวลว่า นับจากนี้จะหารายได้จากไหนมาจุนเจือค่าใช้จ่ายที่ไม่ยอมหยุดตามรายได้ที่หยุดไป ในอดีตข้าราชการวัยเกษียณมักจะออมเงินไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อหวังดอกเบี้ยมาจุนเจือรายจ่าย ซึ่งในอดีตช่วงที่ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับมากกว่า 10% ต่อปี รายได้จากดอกเบี้ยก็เป็นไปได้ที่จะเพียงพอรายจ่าย แต่ในปัจจุบันที่ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ทำให้รายได้จากดอกเบี้ยเป็นไปไม่ได้ที่จะเพียงพอรายจ่าย และเมื่อไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ผู้ที่เกษียณก็ต้องถอนเงินต้นออกมาใช้จ่าย ทำให้ดอกเบี้ยในเดือนถัดไปยิ่งน้อยลงไปอีก สถานการณ์ก็ดูเหมือนจะเลวร้ายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ที่เข้าสู่วัยเกษียณหลายคนเริ่มกังวลใจ และมองหาช่องทางการลงทุนอื่นๆ ที่สามารถให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น และนี่เองจึงเป็นโอกาสสำหรับพวกมิจฉาชีพหรือผู้ที่อยู่ในวิชาชีพการเงินบางคนที่ไม่ได้เคร่งครัดในเรื่องจรรยาบรรณ นำเสนอผลิตภัณฑ์การเงินในรูปแบบต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อดูดเงินออมของผู้เกษียณเหล่านั้นให้มากที่สุด ดังที่เราได้เห็นข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกปี
การมาคิดหาวิธีการออมเงินในช่วงหลังเกษียณถือได้ว่า ช้าเกินไป เพราะช่วงชีวิตหลังเกษียณยาวนานขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพความเป็นอยู่ และเทคโนโลยีด้านการแพทย์ที่ดีขึ้น ประกอบสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปจากการเป็นสังคมใหญ่ การมีลูกมาก มาเป็นสังคมเดี่ยว และมีลูกน้อย โดยประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2548 คือ มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 10.5% และจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2543-2573 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15.7% ในปี 2573 ส่วนประชากรวัยเด็ก (0-14 ปีขึ้นไป) มีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็วจาก 24.6% ในปี 2543 เหลือ 11.2% ในปี 2573 นั่นหมายถึง การที่คาดหวังว่าจะมีบุตรหลานมาคอยดูแลเราในยามเกษียณย่อมยากขึ้น
ดังนั้น การเตรียมพร้อมเพื่อวัยเกษียณแต่เนิ่นๆ จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในปี 2554 ส่วนใหญ่ประชาชนจะเตรียมตัวเมื่อตอนอายุระหว่าง 5059 ปี โดยเพิ่มขึ้นจาก 30.9% ในปี 2550 เป็น 40.5% ในปี 2554 ส่วนการเตรียมตัวเมื่อตอนอายุระหว่าง 4049 ปี ลดลงจาก 35.0% ในปี 2550 เป็น 34.5% ในปี 2554 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง แสดงว่าคนไทยเราจะเห็นความสำคัญของการออมเงินเพื่อวัยเกษียณต่อเมื่อใกล้เกษียณแล้ว ทำนอง “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา”
แล้วอย่างนี้ เราควรต้องเริ่มออมเงินเพื่อวัยเกษียณเมื่อไหร่ดี นั่นขึ้นอยู่กับว่าเราตั้งเป้าหมายของการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไร โดยหลักการแล้ว คุณภาพของชีวิตหลังเกษียณอย่างน้อยควรจะเหมือนกับคุณภาพชีวิตก่อนเกษียณ จึงจะถือว่า “ดี”
ด้วยคุณภาพชีวิตแบบที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน สมมติตอนนี้เราอายุ 45 ปี เราใช้เงินเดือนละ 1 หมื่นบาท หากในช่วงอายุ 60 ปี เราต้องการใช้คุณภาพชีวิตแบบนี้ ที่อัตราเงินเฟ้อ 3% เราก็ต้องมีเงิน 15,580 บาท (ดังตาราง)
เราจะเห็นได้ว่า ยิ่งอายุยิ่งมาก เรายิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อใช้ชีวิตแบบเดิม เพราะผลกระทบจากเงินเฟ้อที่ทำให้ค่าของเงินเราลดลงนั่นเอง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนไทยเราเมื่อออมเงินเพื่อเกษียณ สิ่งแรกที่กังวลกันก็คือ เงินต้นต้องปลอดภัย จึงนิยมออมเงินเพื่อวัยเกษียณในเงินฝากธนาคาร ที่ดอกเบี้ยยังไงก็ตามไม่สามารถชนะเงินเฟ้อได้ ทำให้เงินออมเพื่อวัยเกษียณที่มีอยู่ไม่เพียงพอดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ดังนั้น หากจะออมเพื่อวัยเกษียณ ก็ต้องออมเพื่อวัยเกษียณจริงๆ คือ ออมเพื่อให้มีเงินใช้จ่ายอย่างที่เราต้องการตลอดชีวิตหลังเกษียณ ดังนั้นเป้าหมายการออมของเราก็ควรเป็นการออมเงินเพื่อให้เงินก้อนนี้โตให้มากที่สุด เพราะหลังจากที่เราเกษียณแล้ว เงินก้อนนี้จะเป็นหลักสำหรับการใช้ชีวิตของเราในช่วงหลังเกษียณต่อไป ไม่ใช่ออมเพื่อให้เงินก้อนนี้ปลอดภัยที่สุด เพราะยิ่งปลอดภัยมาก ผลตอบแทนก็ยิ่งน้อย ดูตัวอย่างจากเงินฝากธนาคารได้ ปลอดภัยแต่ดอกเบี้ยน้อย ส่วนจะออมอย่างไร ไว้คุยกันครั้งหน้าครับ







