
ซีพีเสนอรัฐอัดกำลังซื้อ
ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยโตทดแทนส่งออกวูบ
ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยโตทดแทนส่งออกวูบ
ซีพีแนะรัฐพึ่งกำลังซื้อในประเทศหาตลาดใหม่เพื่อการส่งออก วางนโยบายเศรษฐกิจยั่งยืน เชื่อจีดีพีโต 45%
นายสารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี กล่าวในงานคุยกับซีพี ครั้งที่ 2/2555 ว่า จากเศรษฐกิจโลกยังโตแบบลดลงต่อเนื่อง เพราะสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) ยังวิกฤต กระทบกับภาคส่งออกไทย ซึ่งเป็นตัวหลักในการทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่อเนื่องช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ผลดังกล่าวทำให้ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ด้วยการหาตลาดใหม่ๆ เช่น แอฟริกา ที่เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจในการขยายการค้า รวมถึงกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อีกทางหนึ่ง แนวทางดังกล่าวทำได้โดยการจัดการภายในประเทศเพิ่มกำลังซื้อให้ประชากร โดยถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่แค่การปรับค่าจ้าง หรือเงินเดือนข้าราชการเพียงอย่างเดียว
นายสารสิน กล่าวว่า แม้ผลผลิตมวลรวม (จีดีพี) ของไทยปีนี้ จะโดนกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่ยังคาดว่ามีโอกาสเติบโตได้ 45% และอนาคตมีโอกาสโตกว่านี้ โดยไม่อยากให้มุ่งไปที่ตัวเลขจีดีพีเป็นหลัก แต่ควรให้ความสำคัญกับการเติบโตมีศักยภาพหรือยั่งยืน โดยจะต้องเริ่มจากการจัดการความรู้ การอยู่ดีกินดี ลดการขัดแย้งทางการเมืองให้มีเสถียรภาพ จากรัฐบาลปัจจุบันที่เชื่อว่ามีเอกภาพทางการเมืองจากฐานการเมืองที่เข้มแข็ง หากเทียบกับรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งทำให้รัฐบาลไม่สามารถวางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจได้ใหม่
ด้านแผนธุรกิจของเครือซีพีปีนี้ นายวิรัตน์ เตชะนิรัติศัย รองกรรมการผู้จัดการสายธุรกิจค้าปลีก บริษัท ซีพีเอฟ เทรดดิ้ง ผู้ดำเนินธุรกิจร้านซีพี ฟู้ด มาร์เก็ต และซีพี ฟู้ด เวิลด์ เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนนำร้าน “ซีพี ฟู้ด มาร์เก็ต” เข้าไปเปิดให้บริการภายในสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) ในช่วงปลายปี 2555 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและประกาศเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับพันธมิตรปั๊มน้ำมันในช่วงกลางเดือน ต.ค.นี้
หลังจากเซ็นสัญญาร่วมมือกันดังกล่าวแล้ว บริษัทจึงจะเริ่มเปิดร้านสาขา “ซีพี ฟู้ด มาร์เก็ต” ในปั๊มน้ำมันทันทีเพื่อทดลองตลาด เพราะเห็นว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพ และเป็นจุดที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการคมนาคมมีลูกค้าเข้าไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริษัทเห็นโอกาสทางธุรกิจเช่นเดียวกับผู้ประกอบการร้านค้าปลีกอื่น ที่เริ่มเข้าไปเปิดในปั๊มน้ำมันมากขึ้น
ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนสาขาร้านซีพี ฟู้ด มาร์เก็ต เปิดให้บริการ 2 สาขา คือ สาขาอาคารฟอร์จูนทาวน์ และสาขาอาคารซีพี ทาวน์เวอร์ 3 พญาไท โดยแผนขยายสาขาใน 4 เดือน (ต.ค.ม.ค. 2556) จะเปิด 7 แห่ง คือ สาขาธนิยะ ทาวน์อินทาวน์ อนุสาวรีย์ชัยฯ ปั๊มน้ำมัน และโรงพยาบาลศิริราช โดยแต่ละสาขามีพื้นที่เฉลี่ย 300530 ตารางเมตร (ตร.ม.) ลงทุน 1015 ล้านบาท
“บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาตลาดในภูมิภาคเอเชีย เพื่อนำแบรนด์ “ซีพี ฟู้ด มาร์เก็ต” เข้าไปเปิดให้บริการในอีก 2 ปีนับจากนี้ คาดจีนจะเป็นประเทศแรกที่พร้อมเข้าไปเปิดให้บริการ เนื่องจากบริษัทมีธุรกิจในประเทศดังกล่าวอยู่แล้ว” นายวิรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ หลังจากทดลองเปิดให้บริการร้าน ซีพี ฟู้ดมาร์เก็ต ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาได้การตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง มียอดขายเฉลี่ยต่อวันต่อสาขาอยู่ที่1.5 แสนบาท มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการต่อวันเฉลี่ย9002,000 คนต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเปิดให้บริการในตอนแรก โดยบริษัทมีการปรับรูปแบบการบริการและสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามาก ซึ่งในอนาคตมีแผนเพิ่มรายการสินค้าเป็น 8,000 รายการจากปัจจุบันมีอยู่ที่ 6,500 รายการ
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยาย “ซีพี ฟู้ด เวิลด์” ธุรกิจศูนย์อาหารมากขึ้น ด้วยการนำแบรนด์เข้าไปเปิดให้บริการภายในมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้ามากขึ้น จากเดิมแบรนด์ดังกล่าวให้บริการภายในร้านซีพี ฟู้ด มาร์เก็ต ซึ่งสาขาแรกที่จะทดลองเปิดให้บริการในวันที่ 23 ต.ค.นี้ อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช และทยอยเปิดให้บริการอีก 5 สาขา คาดใช้งบลงทุนเฉลี่ย 15 ล้านบาท บนพื้นที่ตั้งแต่ 420 ตร.ม.ขึ้นไป
บริษัทหันมาทำธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น เพราะว่าต้องการสร้างธุรกิจปลายน้ำให้มีความแข็งแกร่งเพราะปัจจุบันเจ้าของสินค้าส่วนใหญ่จะขายสินค้าได้ต้องพึ่งพาร้านค้าปลีกสมัยใหม่(โมเดิร์นเทรด) ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งบริษัทในฐานะเจ้าของสินค้ารายหนึ่งจึงต้องการขยายธุรกิจให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
หากบริษัทสามารถนำลูกค้ามาดูแลได้ด้วยตัวเองแบบครบวงจรแล้ว คาดว่าจะดีกว่าผ่านห้างค้าปลีกรายใหญ่ ซึ่งท่านประธาน(นายธนินท์ เจียรวนนท์)ได้วางนโยบายให้เดินหน้าขยายธุรกิจค้าปลีกอย่างเนื่อง เพราะกลุ่มบริษัทซี.พี.มีจุดเด่นในเรื่องของการเป็นเจ้าของสินค้า ทั้งด้านคุณภาพและราคาถูกมาบริการลูกค้าในขณะที่คู่แข่งในตลาดไม่มีนายสารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซี.พี. กล่าวว่ารัฐบาลยังต้องสนับสนุนทุกภาคส่วนรวมทั้งในภาคการเกษตร พร้อมเห็นด้วยกับนโยบายการรนับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มองว่าเป็นการแก้ไขปัญหาข้าวแบบบูรณาการ ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการเข้าสู่ระบบธุรกิจ ที่เป็นการปลูกข้าวขึ้นมาเพื่อค้าขาย เพื่อหารายให้เข้ามาในประเทศ เช่นรูปแบบการค้าข้าวแบบจีทูจี เป็นต้น รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพข้าวเพื่อการค้าแบบยั่งยืน นายจิระศักดิ์ เสงี่ยมกิตติกุล ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่าประเทศไทยจะต้องยกระดับและพัฒนาคุณภาพข้าว พร้อมแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ พร้อมเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตามกลไกของตลาดโลก ที่ต้องยอมรับปัจจุบันราคาข้าวไทยแพงกว่าข่าวเวียดนามหลายเท่าตัว ซึ่งไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องของอันดับ1 หรือ อันดับ2
ขณะที่ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะต้องเข้ามาส่งเสริมพัฒนาทั้งระบบอุตสาหกรรมการเพาะปลูกข้าวของไทย ทั้งการปรับปรุง การจัดสรรพื้นที่ซึ่งต้องสำรวจว่า บริเวณไหนไม่เหมาะกับการเพาะปลูกข้าว และจะนำพื้นที่ดังกล่าวไปทำอะไร มีการนำไปจัดการระบบสิกรรม การชลประทานใหม่ให้เหมาะสม รวมทั้งการพัฒนาการส่งเสริมสายพันธุ์ การจัดการวัตุถิบเมล็ดพันธุ์ สุดท้ายการนำเทคโนโลยีเข้ามาจัดการ พร้อมกัน
“จากนี้ไป ข้าวไทยอาจจต้องขยับไปจับตลาดบน เพราะต่อไปบ้านเราอาจไม่ต้องส่งออกสูงๆ แต่หันไปพัฒนาคุณภาพข้าว นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มผลผลิตต่อปีต่อไร่มากขึ้น หรือมีอัตราเท่าเดิมแต่มีคุณภาพมากขึ้น ส่วนแนวโน้มราคายางในขณะนี้ถือว่ายังดีอยู่ ตามราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น” นายจิระศักดิ์ กล่าวซีพีเอฟเทรดดิ้ง ปั้น“ซีพี ฟู้ดมาร์เก็ต”สู้ศึกค้าปลีกไซส์เล็กเล็งส่งเข้าปั๊มน้ำมันปลายปีนี้ พร้อมส่ง“ซีพี ฟู้ด เวิลด์” บุกตลาดฟู้ดคอร์ด หวังขยายสู่ธุรกิจสู่ปลายน้ำครบวงจร







