posttoday
กล้าๆ กลัวๆ

กล้าๆ กลัวๆ

03 ตุลาคม 2555

ดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว (ซึ่งเป็นปลายเดือนพอดี) ต่อเนื่องถึงต้นสัปดาห์นี้ยังคง “ยึกยัก” อยู่แถว 1,300 จุด โดยทั้งวันศุกร์และวันจันทร์ ดัชนีทะลุ 1,300 จุด ในช่วงเวลาระหว่างการซื้อขาย แต่กลับปิด “ฉิวเฉียด” ไม่ถึง 1,300 สักที

ดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว (ซึ่งเป็นปลายเดือนพอดี) ต่อเนื่องถึงต้นสัปดาห์นี้ยังคง “ยึกยัก” อยู่แถว 1,300 จุด โดยทั้งวันศุกร์และวันจันทร์ ดัชนีทะลุ 1,300 จุด ในช่วงเวลาระหว่างการซื้อขาย แต่กลับปิด “ฉิวเฉียด” ไม่ถึง 1,300 สักที

ทั้งนี้ อาจเป็น “แรงปะทะ” ระหว่างปัจจัยบวกซึ่งเป็น “โมเมนตัม” (Momentum) จากข่าวคราวช่วงปลายเดือน กับปัจจัยลบจากที่ยังไม่วางใจว่ามาตรการที่ออกมาเป็นชุดทั้งจากอเมริกาและยุโรปจะช่วยแก้วิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ได้

การพยายามในการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากฝั่งตะวันตกมีผลทันทีที่ทำให้สถานะของสถาบันการเงินของอเมริกาและยุโรป (เช่น สถาบันการเงินในสเปน) มีความมั่นคงขึ้น

และมาตรการทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอี 3 (Quantitative Easing : QE 3) ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด (Federal Reserve : Fed) ตลอดจนมาตรการซื้อพันธบัตรรัฐบาลของธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี (European Central Bank : ECB) และการที่ศาลเยอรมัน “ไฟเขียว” ให้ประเทศนี้เข้าร่วมในการจัดตั้งกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป หรืออีเอสเอ็ม (European Stability Mechanism : ESM) ล้วนให้ผลระยะสั้นคล้ายคลึงกัน

นั่นคือ สร้างความเชื่อมั่นมากขึ้นในระบบการเงิน และ “ปั้นเม็ดเงิน” จำนวนมากเข้าสู่ตลาดการเงิน

“กระแสเงินร้อน” เหล่านี้กระตุ้นให้เกิด “คลื่นเก็งกำไร” ถาโถมเข้ามาทั้งในตลาดเงินและตลาดทุน ซึ่งเห็นได้จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับทั้งเงินเหรียญสหรัฐและเงินยูโร ซึ่งมักไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะเมื่อเงินเหรียญสหรัฐแข็งเมื่อเทียบกับเงินยูโร จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐและแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโร และจะเป็นตรงกันข้ามเมื่อเงินเหรียญสหรัฐอ่อนเมื่อเทียบกับเงินยูโร

เช่น เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐจากสัปดาห์ก่อนที่มีอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 31 บาทกว่าๆ มาเป็น 30 บาทกว่าๆ ในปัจจุบัน ส่วนเมื่อเทียบเงินยูโรสัปดาห์ก่อนก็อยู่ประมาณ 40 บาทกว่าๆ มาเป็น 39 บาทกว่าๆ ในสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นถึง “เงินนำเข้า” ทั้งจากอเมริกาและยุโรปเข้ามาซื้อเงินบาท เพื่อลงทุนทั้งในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นที่ปิดไม่ทะลุ 1,300 ทั้งในวันศุกร์และวันจันทร์ สะท้อนให้เห็นถึง “ความกังวล” ทั้งในส่วนประสิทธิผลของมาตรการต่างๆ ที่ระดมออกมาก่อนหน้านี้ และในส่วนของข่าวคราวประจำวันที่ยังเป็นข่าวลบมากกว่าบวก เช่น ตัวเลขการเติบโตของอเมริกาก็ยังอ่อนแอยู่ และอัตราการว่างงานก็ยังสูงอยู่

ส่วนในยุโรปที่คาดหวังว่าจะนำเงินก้อนใหม่นี้ไปช่วย “อุดรูรั่ว” ของการขาดดุลงบประมาณและแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ เหมือนกับการรักษาคนไข้ที่มี “หมอ” อย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส ที่เตรียมพร้อมในการรักษาเต็มที่ทั้งยาและเครื่องมือ

แต่ปรากฏว่ามีแนวโน้มที่ “คนไข้” อย่างกรีซและสเปนจะไม่ยอมรับการรักษา หรือไม่ยอมรับเงินช่วยเหลือ เพราะต้องแลกกับสวัสดิภาพและสวัสดิการที่ต้องสูญเสียไปจากการที่ต้องลดค่าใช้จ่ายรัดเข็มขัดอย่างรุนแรง

ตลอดจนประชาชนคนกรีกและสเปนก็ไม่สามารถทนรับความลำบากจากงบประมาณภาครัฐที่ต้องตัดลดลง จนต้องออกมาก่อม็อบเดินขบวนคัดค้านมาตรการรัดเข็มขัดของเจ้าหนี้ในครั้งนี้

ข่าวคราวในเมืองไทยเองก็ไม่ใช่ว่าดีนัก ไม่ว่าจะเป็นความวิตกเรื่องน้ำท่วม ส่งออกหดหาย เงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 8 เดือนของปีนี้ ตลอดจนหนี้สาธารณะและฐานะการคลังที่แย่ลงจากนโยบายประชานิยมทั้งหลาย

โดยเฉพาะนโยบายจำนำข้าวที่ทำท่าว่าจะ “เอาไม่อยู่” เพราะรัฐบาลจำนำหรือรับซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดมาก ทำให้ขายไม่ออกหรือขายขาดทุน ทำให้เป็นภาระต่องบประมาณในขณะนี้

ในภาวะ “กล้าๆ กลัวๆ” อย่างตอนนี้ คงต้อง “วัดใจ” นักลงทุนว่าจะ “ลุย” หรือจะ “หลบ” และดัชนีจะปิดทะลุระดับ 1,300 จุด ได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท