
ราคา Hard Commodity อาจรุนแรงในปี 2015(1)
เราได้ยินคำว่าสินค้าโภคภัณฑ์ หรือ Commodity กันบ่อยๆ ใช่ไหม แล้วเรารู้จักมันหรือยัง?
เราได้ยินคำว่าสินค้าโภคภัณฑ์ หรือ Commodity กันบ่อยๆ ใช่ไหม แล้วเรารู้จักมันหรือยัง?
Commodity แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Soft Commodity กับ Hard Commodity ซึ่งไม่ได้แยกด้วยการเอาฟันกัดแล้วแยกกลุ่มได้จากการอ่อนการแข็งของมัน
Soft Commodity นั้น เป็นทรัพยากรธรรมชาติการเกษตรและปศุสัตว์ เช่น ธัญพืช (ข้าว ข้าวสาลี ฯลฯ ข้าวในสต๊อกของกระทรวงพาณิชย์ก็ใช่ด้วย) น้ำตาล กาแฟ ยางพารา ปศุสัตว์ ฯลฯ
บางคนให้คำอธิบายเพิ่มว่า Soft Commodity เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีอย่างไม่จำกัด เพราะเขาหมายถึงเราผลิตมันขึ้นมาใหม่ได้ แต่ก็มีความเสี่ยงจากปัจจัยธรรมชาติ นโยบายรัฐ การเมือง หรือแรงงาน ที่จะส่งผลกระทบต่อปริมาณและราคาที่ซื้อขายกันในตลาด ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นสินค้าที่สามารถผลิตทดแทนของเดิมที่หมดไปได้ แต่ก็เลี่ยงความผันผวนด้านราคาไม่ได้
ส่วน Hard Commodity ก็ตรงข้ามกัน คือ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอย่างจำกัดและต้องขุดเจาะออกมา เช่น พวกสินแร่ต่างๆ อย่างทองคำ เหล็ก อะลูมินัม ทองแดง ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น ส่วนที่ว่าจำกัดนั้นก็คือมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ใช้แล้วหมดไป ต้องมีการขุดค้นหาเพิ่ม ซึ่งมีต้นทุนสูงและต้องใช้เวลานานกว่าจะขุดเจอแล้วนำมาป้อนตลาดได้ เลยไม่ค่อยจะเพียงพอกับความต้องการใช้ ราคาของ Hard Commodity จึงมักมีแนวโน้มสูงขึ้นในภาวะที่โลกมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นปกติ
ในรอบทศวรรษที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นราคาของ Commodity หลายประเภทพุ่งขึ้นไปอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ทั้ง Soft และ Hard โดยความต้องการใน Hard Commodity หรือ สินค้าโภคภัณฑ์ที่ต้องค้นหาขุดเจาะ เช่น น้ำมันหรือโลหะมีค่าอย่างทองคำ ฯลฯ ก็ได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งวันนี้เราจะกล่าวถึง Hard Commodity เท่านั้น
เมื่อความต้องการหรืออุปสงค์ (Demand) ใน Hard Commodity มีจำนวนมาก แต่ปริมาณที่สามารถตอบสนองความต้องการหรืออุปทาน (Supply) มีน้อย ราคา Hard Commodity จึงถูกผลักดันให้ขึ้นไปอยู่ในระดับสูง
บรรดาผู้ผลิต เมื่อเห็นโอกาสในการทำกำไรได้คุ้มค่าการลงทุน จึงตอบสนอง Demand ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างมหาศาล เพราะแม้ว่า Hard Commodity จะมีราคาลดลงมาจากจุดสูงไปแล้ว แต่ตลาดส่วนใหญ่ยังคาดว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้นไปอีกได้จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ที่น่าสนใจก็คือ นักวิเคราะห์บางส่วน เช่น ศาสตราจารย์ ไมเคิล เพททิส แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และ เจอราร์ด มีแนค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Morgan Stanley ออสเตรเลีย กลับมองในอีกมุมหนึ่ง และวิเคราะห์ว่า แนวโน้มราคา Hard Commodity โดยเฉพาะโลหะมีค่า (แต่ไม่รวมทองคำ) ยังคงอยู่ในช่วงตลาดขาลง และจะไม่กลับขึ้นไปอยู่ในระดับราคาที่สูงอีกในระยะยาว
ก่อนอื่น ขอให้ดูสาเหตุที่ความต้องการ Hard Commodity เพิ่มมากขึ้นกันก่อน
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานั้น ปัจจัยหลักที่กระตุ้นความต้องการ Commodity มาจากการขยายตัวอย่างร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนที่ระดับ 914% ต่อปี โดยการที่มีเม็ดเงินต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาลงทุน รวมทั้งการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนั้น ทำให้จีนเป็นผู้นำเข้า Commodity ในอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งนี้ความต้องการ Hard Commodity หลักๆ ของจีนคิดเป็นสัดส่วนถึง 3060% ของความต้องการทั้งโลก ซึ่ง Morgan Stanley มองว่า ตลาด Commodity ของโลกที่เติบโตขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 10 ปีล่าสุดนั้น ล้วนมาจากจีนเกือบทั้งหมด ตัวอย่างเช่น อุปสงค์เหล็กของโลกที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 6% ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ถ้าไม่นับรวมจีนก็จะโตเพียง 2% ต่อปีเท่านั้น







