
โบ๊เบ๊ สยายปีกรับเออีซี ปั้นฮับส่งเสื้อผ้า 5 พันล.
กลุ่มพรหมมหาราชพัฒนาที่ดิน เจ้าของศูนย์แฟชั่นค้าส่งโบ๊เบ๊ ทาวเวอร์ ย่านโบ๊เบ๊ เดอะ พาราเดียม ช็อปปิ้ง เวิลด์ ย่านประตูน้ำ และเมก้า วังบูรพา ศูนย์การค้าไอที ในเครือสยามแก๊ส เตรียมขยับตัวครั้งใหญ่ เมื่อการแข่งขันของศูนย์ค้าปลีกส่งสินค้าแฟชั่นย่านกลางเมืองกำลังร้อนระอุ ขณะที่เมืองเริ่มขยายออกไปรอบนอกผนวกกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่กำลังจะแปรเปลี่ยนหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน วรวิทย์ วีรบวรพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร จึงตัดสินใจเปิดเกมรุกครั้งใหญ่อีกครั้ง
กลุ่มพรหมมหาราชพัฒนาที่ดิน เจ้าของศูนย์แฟชั่นค้าส่งโบ๊เบ๊ ทาวเวอร์ ย่านโบ๊เบ๊ เดอะ พาราเดียม ช็อปปิ้ง เวิลด์ ย่านประตูน้ำ และเมก้า วังบูรพา ศูนย์การค้าไอที ในเครือสยามแก๊ส เตรียมขยับตัวครั้งใหญ่ เมื่อการแข่งขันของศูนย์ค้าปลีกส่งสินค้าแฟชั่นย่านกลางเมืองกำลังร้อนระอุ ขณะที่เมืองเริ่มขยายออกไปรอบนอกผนวกกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่กำลังจะแปรเปลี่ยนหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน วรวิทย์ วีรบวรพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร จึงตัดสินใจเปิดเกมรุกครั้งใหญ่อีกครั้ง
“บริษัทวางแผนจะขยายศูนย์แฟชั่นค้าส่งโบ๊เบ๊จากในเมืองออกสู่รอบนอกของเมือง โดยตั้งเป้าขยายให้ครบสี่มุมเมือง เพราะปัจจุบันศูนย์ในเมืองค่อนข้างแออัด ลูกค้าเดินทางเข้ามาซื้อสินค้าได้ลำบาก ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การขยายออกนอกเมืองในทำเลที่มีกลุ่มลูกค้าที่หนาแน่นจึงเป็นทางออกทางหนึ่ง นอกจากนี้บริษัทยังมองไกลไปถึงการเชื่อมต่อกับประเทศในกลุ่มอาเซียน หลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเข้ามาซื้อสินค้าแฟชั่นในไทย” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พรหมมหาราชพัฒนาที่ดิน กล่าว
โปรเจกต์ดังกล่าวเริ่มคิกออฟด้วยการเปิดศูนย์แฟชั่นค้าส่งโบ๊เบ๊ รังสิต ด้วยการซื้อห้างเมอรี่คิงส์ รังสิต ตรงข้ามโรงแรมเอเชีย และห้างเซียร์ รังสิต มาปรับโฉมใหม่ โดยใช้งบลงทุนทั้งการซื้อและรีโนเวตประมาณ 2,000 ล้านบาท เป็นอาคารสูง 9 ชั้น ที่มีพื้นที่โครงการกว่า 8 หมื่นตารางเมตร แบ่งเป็นร้านค้าได้กว่า 800 ร้านค้า มูลค่าโครงการกว่า 3,000 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาส 2 ปี 2556 โดยขณะนี้มียอดจองร้านค้าแล้วกว่า 15%
วรวิทย์ มั่นใจว่า โครงการนำร่องที่รังสิตจะกลายเป็นศูนย์กลางด้านการค้าส่งสินค้าแฟชั่นที่นอกจากจะรองรับลูกค้าในพื้นที่แล้ว ยังครอบคลุมไปถึงลูกค้าจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และไกลไปถึงประเทศพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม หลังการเปิดเออีซี ซึ่งนอกจากเรื่องของทำเลแล้ว ยังต้องอาศัยประสบการณ์การบริหารจัดการศูนย์แฟชั่นค้าส่งโบ๊เบ๊ ทาวเวอร์ ที่ทำมากว่า 20 ปี สร้างความมั่นใจให้กับร้านค้า
“ความเป็น โบ๊เบ๊ ทาวเวอร์ จะเป็นจุดแข็งของเราในการทำศูนย์แฟชั่นค้าปลีกส่ง เพราะบริษัทมีประสบการณ์ในการพัฒนาศูนย์ในรูปแบบวัน สต็อป ช็อปปิ้งมากว่า 20 ปี ดูแลร้านค้าเหมือนพี่น้องที่ร่วมทำการค้าด้วยกัน พร้อมกับเสริมด้วยจุดขายด้านอื่นๆ เช่น ที่โบ๊เบ๊ ทาวเวอร์ เรามีโรงแรมที่รับกลุ่มนักท่องเที่ยว ส่วนที่รังสิต เราค่อนข้างโชคดีที่เปิดในจังหวะที่สนามบินดอนเมืองกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง ขณะที่ฝั่งตรงข้ามศูนย์เป็นห้างเซียร์ รังสิต และโรงแรมเอเซีย ที่จะช่วยเพิ่มลูกค้าได้อีกทาง” วรวิทย์ กล่าว
ก้าวต่อจากโบ๊เบ๊ รังสิต บริษัท พรหมมหาราชพัฒนาที่ดิน เตรียมขยายลงทุนไปย่านบางนา ซึ่งมีที่ดินอยู่แล้ว บริเวณฝั่งตรงข้ามห้างเซ็นทรัล บางนา คุมพื้นที่ภาคตะวันออก และอีกทำเลคือย่านถนนพระราม 2 คุมพื้นที่ด้านใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อที่ดิน แต่ละแห่งจะเป็นศูนย์แฟชั่นค้าส่งที่มีพื้นที่ประมาณ 8 หมื่นตารางเมตร หากสามารถขยายศูนย์ได้ครบตามแผนกรุงเทพฯ จะกลายเป็นศูนย์กลาง หรือฮับ ด้านค้าส่งสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน บริษัทจะเริ่มขยายเข้าสู่ธุรกิจที่อยู่อาศัย โดยมีแผนที่จะพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บนถนนพระราม 4 ใกล้ๆ เยาวราช เพื่อจับกลุ่มลูกค้าคนจีน ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมดกว่า 5,000 ล้านบาท ใน 35 ปีนี้ โดยตั้งใจลงทุนในศูนย์ค้าปลีกให้เสร็จก่อนเปิดเออีซี
วรวิทย์ ประเมินว่า ธุรกิจสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นจะเติบโตได้อีกมาก เพราะเสื้อผ้าเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่คนต้องใช้ ตราบใดที่รถมอเตอร์ไซค์ยังขายได้ดี ธุรกิจเสื้อผ้าก็ยังขายได้ดีเช่นกัน ยิ่งรัฐบาลมีนโยบายจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท และขึ้นค่าจ้างเป็น 300 บาท ทำให้ยอดขายเสื้อผ้าดีขึ้นมาก ขณะที่การเปิดเออีซีจะทำให้ตลาดกว้างขึ้น แต่ก็ยังไม่คิดจะไปลงทุนในหัวเมือง เพราะไม่มีความชำนาญในพื้นที่
ขณะที่ธุรกิจในมือที่มีอยู่ระหว่างการปรับจูน เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นด้วยเช่นกัน อย่างโบ๊เบ๊ ทาวเวอร์ อู่ข้าวอู่น้ำของพรหมมหาราชพัฒนาที่ดิน จะทำการรีโนเวตด้วยงบลงทุน 100 ล้านบาท ซ่อมแซม ปรับโฉมให้ดูดีขึ้น ส่วนเดอะ พาราเดียม เวิลด์ ช็อปปิ้ง ที่อยู่ในพื้นที่การแข่งขันที่รุนแรงขณะนี้ยังมียอดร้านค้าเพียง 40% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่คาด จะมีการทำการตลาดใหม่อีกรอบ ขณะที่ เมก้า เพลย์ วังบูรพา ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เมก้า วังบูรพา ที่กำลังจะเปิดบริการและต้องทำตลาดอีกรอบเช่นกัน
การขยายการลงทุนรอบใหม่เป็นการรองรับและปรับตัวตามตลาดค้าส่งเสื้อผ้าสินค้าแฟชั่นที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป แต่อีกเป้าหมายที่กลุ่มพรหมมหาราชพัฒนาที่ดินมีอยู่ คือ การรองรับการเข้าระดมทุนหลักหมื่นล้านบาทจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอนาคต ซึ่ง วรวิทย์ บอกว่า ยังมีอีกหลายโปรเจกต์ที่จะทำเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและเสริมความแข็งแกร่งของบริษัทในอนาคต เพื่อเป้าหมายความเป็นหนึ่งในอาเซียนหลังเปิดเออีซี







