posttoday
วางแผนภาษีของสามีภริยา

วางแผนภาษีของสามีภริยา

03 ตุลาคม 2555

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 ก.ค. 2555 ว่า การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องนำเงินได้ของภริยามารวมยื่นกับสามีนั้น เป็นการจำกัดสิทธิสามีและภริยาในการยื่นรายการและเสียภาษี ซึ่งไม่ส่งเสริมความเสมอภาคของชายและหญิง จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น ทำให้คู่สมรสหลายคู่ดีใจไม่ต้องไปหย่าเพื่อวางแผนภาษี แต่ก็ยังคงไม่แน่ใจว่า การแยกยื่นภาษีจะทำได้เลยหรือไม่

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 ก.ค. 2555 ว่า การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องนำเงินได้ของภริยามารวมยื่นกับสามีนั้น เป็นการจำกัดสิทธิสามีและภริยาในการยื่นรายการและเสียภาษี ซึ่งไม่ส่งเสริมความเสมอภาคของชายและหญิง จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น ทำให้คู่สมรสหลายคู่ดีใจไม่ต้องไปหย่าเพื่อวางแผนภาษี แต่ก็ยังคงไม่แน่ใจว่า การแยกยื่นภาษีจะทำได้เลยหรือไม่

ล่าสุดมีข่าวดี คือ กรมสรรพากรได้ออกคำชี้แจง เรื่องแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากสามีและภริยา ลงวันที่ 19 ก.ย. 2555 ซึ่งได้ชี้แจงว่า ตั้งแต่ปีภาษี 2555 นี้เป็นต้นไป มิให้ถือว่าเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี ดังนั้นจากเดิมคู่สมรสจดทะเบียนจะต้องตัดสินใจเวลายื่นภาษีว่าจะแยกยื่นหรือรวมยื่นดีนั้น (ถึงแม้จะตัดสินใจแยกยื่นก็แยกได้เพียงเงินได้ตามมาตรา 40 (1) หรือเงินเดือนเท่านั้น)

ไม่ต้องลังเลแล้วค่ะ เพราะในปีภาษี 2555 นี้ ตามคำชี้แจงของกรมสรรพากร ก็ให้แยกยื่นกันได้เลยค่ะ ไม่ต้องนำเงินได้มารวมคำนวณกันอีก

การแยกยื่นภาษีนั้นถือเป็นการวางแผนภาษีของคู่สมรสค่ะ เพราะหากภริยามีรายได้ประเภทอื่นนอกเหนือจากเงินได้ตามมาตรา 40 (1) เช่น ค่าคอมมิชชัน ค่าเช่า เป็นต้น เมื่อนำเงินได้ดังกล่าวมารวมกับเงินได้ของสามี ก็อาจส่งผลให้ฐานรายได้ของสามีสูงขึ้น มีโอกาสที่จะเสียภาษีในอัตราสูงขึ้น เพราะอัตราภาษีไทยเป็นอัตราก้าวหน้า

นอกจากนี้ การแยกยื่นยังมีข้อดีในตอนคำนวณ คือ ทั้งสามีและภริยาจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ 1.5 แสนบาทแรกทั้งคู่ ในขณะที่การรวมยื่นจะได้สิทธินั้นเพียงคนเดียว

นอกเหนือจากการแยกยื่นแล้ว การหักค่าลดหย่อนต่างๆ ก็เป็นตัวช่วยสำคัญในการวางแผนภาษีนะคะ ยิ่งหักลดหย่อนได้มากก็จะทำให้ยอดรายได้ลดลง เสียภาษีน้อยลงไปด้วย

ซึ่งโดยทั่วไปค่าลดหย่อนตามสิทธิที่เราได้รับจะประกอบด้วย ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนบุตร ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม เงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา และค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ

สำหรับค่าลดหย่อนตัวที่น่าสนใจ คือ ค่าลดหย่อนบุตร ซึ่งจากเดิมกรณีคู่สมรสจดทะเบียนมีความเป็นสามีภริยาตลอดปีภาษี และเป็นผู้มีเงินได้ทั้งคู่ จะหักลดหย่อนบุตรได้เพียงกึ่งหนึ่ง ซึ่งก็คือหารครึ่ง แต่ในปีนี้ค่าลดหย่อนบุตรจะหักได้เต็มที่ ลองดูตัวอย่างการหักลดหย่อนบุตรกันซึ่งมี 2 กรณีด้วยกันค่ะ

กรณีที่ 1 หากสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียวให้หักลดหย่อนบุตร 1.5 หมื่นบาท และการศึกษาบุตร 2,000 บาท ดังนั้นหากสามีมีรายได้ฝ่ายเดียว มีบุตร 1 คน สามีจะหักลดหย่อนบุตรได้ 1.5 หมื่นบาท หักการศึกษาบุตรได้อีก 2,000 บาท รวมหักลดหย่อนได้ 1.7 หมื่นบาท

กรณีที่ 2 กรณีที่ทั้งสามีและภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย และความเป็นสามีภริยามีอยู่ตลอดปีภาษี กรณีนี้ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนบุตร 1.5 หมื่นบาท และการศึกษาบุตร 2,000 บาท ซึ่งจุดนี้เป็นการหักลดหย่อนได้เพิ่มขึ้นจากเดิมค่ะ ที่เคยหักลดหย่อนได้เพียงคนละกึ่งหนึ่ง 8,500 บาท กรณีมีบุตร 1 คน จะกลายเป็นหักได้คนละ 1.7 หมื่นบาทเลยทีเดียว

อ่านมาถึงตรงนี้ บางท่านก็เลยอยากจะชวนคู่สมรสไปจดทะเบียนใหม่ ก็ต้องเข้าใจเกณฑ์ที่เขากำหนดด้วยนะคะว่า ถ้าความเป็นสามีภริยามีอยู่ไม่ตลอดปีภาษี กรณีนี้เขาให้หักลดหย่อนบุตรได้คนละกึ่งหนึ่ง ซึ่งตามตัวอย่างข้างต้น ถ้าเพิ่งไปจดทะเบียนก็จะหักลดหย่อนได้ฝ่ายละ 8,500 บาทเท่านั้น

นอกจากค่าลดหย่อนบุตรที่ทำให้คู่สมรสได้เฮแล้ว ยังมีค่าลดหย่อนอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ซึ่งจากเดิมหากคู่สมรสต่างฝ่ายต่างเคยกู้มาก่อนแต่งงาน แต่ละคนหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เต็มที่สูงสุด 1 แสนบาท (หักลดหย่อนตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 1 หมื่นบาท ส่วนที่เกิน 1 หมื่นบาท ได้รับยกเว้นไม่เกิน 9 หมื่นบาท) แต่พอแต่งงานจดทะเบียนกันแล้วกลับกลายเป็นว่า ค่าลดหย่อนส่วนนี้หักได้เพียงคนละกึ่งหนึ่ง ซึ่งตามเกณฑ์ใหม่นี้ คู่สมรสสามารถหักลดหย่อนได้สูงสุดเต็มที่เท่าเดิม แต่ถ้าเป็นการกู้ร่วมก็สูงสุดได้เต็มที่คนละกึ่งหนึ่งค่ะ ตัวอย่างการหักดังนี้

กรณีที่ 1 สามีมีเงินได้ภริยาไม่มีเงินได้ หากต่างคนต่างกู้ยืมและจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม สามีจะหักลดหย่อนได้เฉพาะส่วนของตน แต่ถ้าเป็นการกู้ร่วม สามีนำส่วนของภริยามาหักลดหย่อนได้

กรณีที่ 2 สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอยู่แล้ว ต่อมาหากสมรสกันก็ให้ต่างฝ่ายต่างยังคงหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ตามส่วนของตนตามจำนวนที่จ่ายจริง

ตรงนี้แหละค่ะ ที่ยังคงได้สิทธิตามเดิมอยู่ไม่ต้องมาหารครึ่ง ส่วนในกรณีที่สามีภริยาต่างร่วมกันกู้ยืมให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้กึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริง

คำชี้แจงของกรมสรรพากรที่ออกมาคงทำให้คู่สมรสมีเฮและวางแผนภาษีของปีนี้ได้ดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องไปหย่าค่ะ หรืออาจทำให้หลายคู่ตัดสินใจไปจดทะเบียนก็ได้นะคะ (เผื่อวางแผนมรดก)

อย่างไรก็ดี คำชี้แจงนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น แนะนำว่าต้องติดตามหลักเกณฑ์ที่จะออกตามมาเพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติในการยื่นภาษีประจำปีได้อย่างถูกต้องต่อไปค่ะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท