
นับถอยหลังสู่การประมูล 3G และเตรียมพร้อมสำหรับราคาหุ้น
เหตุการณ์สำคัญสำหรับวงการโทรคมนาคมและนักวิเคราะห์กลุ่มสื่อสารต่างจับตาในเดือนนี้คือ การประมูลใบอนุญาต 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ (GHz
โดย...จิตรา อมรธรรม
เหตุการณ์สำคัญสำหรับวงการโทรคมนาคมและนักวิเคราะห์กลุ่มสื่อสารต่างจับตาในเดือนนี้คือ การประมูลใบอนุญาต 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) ที่เกือบจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ย. 2553 แต่เป็นอันต้องล้มเลิกไปเมื่อศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับการประมูลชั่วคราว การประมูลครั้งนี้จึงถือเป็นการประมูลคลื่นความถี่ครั้งแรกของประเทศไทย วันดีเดย์ที่ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) กำหนดให้เป็นวันประมูลคือวันอังคารที่ 16 ต.ค. 2555 การประมูลในวันนั้นจะพลิกประวัติศาสตร์การดำเนินธุรกิจให้บริการโทรศัพท์มือถือในบ้านเรา จากระบบสัมปทานที่ดำเนินมาถึง 22 ปี เป็นระบบใบอนุญาต
ในมุมของผู้ประกอบการ นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาอายุสัมปทานที่ใกล้จะหมดกันแล้ว (โดยสัญญาสัมปทานของ TRUE จะหมดลงในวันที่ 15 ก.ย. 2556 ส่วน ADVANC จะหมดอายุสัมปทานวันที่ 30 ก.ย. 2558 และ DTAC วันที่ 15 ก.ย. 2561) ต้นทุนค่าใบอนุญาตใหม่ที่จ่ายเพียง 7-8% ของรายได้ ต่ำกว่าต้นทุนค่าสัมปทานปัจจุบันที่จ่ายอยู่ 25-30% ค่อนข้างมาก แม้ว่าการลงทุนของ 3G จะสูงประมาณ 2.02.5 หมื่นล้านบาทต่อรายต่อปีในช่วงเริ่มต้น แต่โอกาสในการทำกำไรก็ไม่ยากนัก จึงเป็นแรงจูงใจที่ผู้ประกอบการทั้ง 3 รายจะต้องประมูลใบอนุญาต 3G มาให้ได้ และทยอยย้ายฐานลูกค้าจากระบบ 2G ในปัจจุบันไปสู่ 3G ให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด
ในมุมของผู้บริโภค การดำเนินชีวิตจะง่ายขึ้นเพราะเทคโนโลยีต่างๆ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างความสะดวกสบายทั้งสิ้น การทำธุรกรรมออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การโอนเงินออนไลน์ไปธนาคารต่างๆ การซื้อสินค้าออนไลน์ การประชุมจากทั่วทุกมุมโลก จะมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่ง
สาระสำคัญในการประมูลครั้งนี้ คือคลื่นความถี่ที่จะมีการประมูลมีจำนวนทั้งหมด 45 เมกะเฮิรตซ์ จะแบ่งออกเป็น 9 ย่านความถี่ (สลอต) สลอตละ 5 เมกะเฮิรตซ์ ราคาตั้งต้นในการประมูลสำหรับ 1 ย่านความถี่ (หรือ 5 สลอต) อยู่ที่ 4,500 ล้านบาท ผู้ให้บริการควรจะได้อย่างน้อย 2 ย่านความถี่หรือ 10 เมกะเฮิรตซ์ในการให้บริการ และควรเป็น 2 ย่านความถี่ที่ติดกัน เพื่อคุณภาพของสัญญาณ
เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา กสทช.ได้สรุปจำนวนผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาต 3G 2.1GHz ว่ามี 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (บริษัทย่อยของ ADVANC) บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค (บริษัทย่อยของ DTAC) บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ (บริษัทย่อยของ TRUE) จากจำนวนผู้ที่ไปขอรับซองประมูลทั้งหมด 17 ราย ทำให้เห็นว่าแนวโน้มการแข่งขันในการประมูลไม่สูงมากนัก
ขั้นตอนหลังจากนี้คือ กสทช.จะพิจารณาคำขอรับใบอนุญาตในวันที่ 1–8 ต.ค. ผู้เข้าร่วมประมูลต้องยื่นเอกสารใบสมัคร จ่ายค่าพิจารณาคำขอใบอนุญาต 5 แสนบาท และวางหลักประกันการประมูลเป็นจำนวน 1,350 ล้านบาท รวมทั้งหนังสือสนับสนุนทางด้านการเงินจากสถาบันการเงิน และ กสทช.ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าร่วมประมูลในวันที่ 9 ต.ค. หลังจากนั้นจะมีการจัดสาธิตการประมูลในวันที่ 12–13 จัดการประมูลในวันที่ 16 และประกาศผลผู้ชนะการประมูลวันที่ 19–22 ต.ค.
ความที่มีผู้ประกอบการ 3 รายยื่นขอใบอนุญาต ขณะที่จำนวนย่านความถี่มี 9 สลอต หารกันก็ลงตัวดี ในขณะที่นักวิเคราะห์ก็คงไม่มีใครคาดว่าจะมีผู้ประกอบการรายใดประมูลไม่ได้ รวมทั้งข่าวความคืบหน้าเรื่องการประมูล 3G ก็มีมาเป็นระยะเป็นปีแล้ว ราคาหุ้นในปัจจุบันทั้งของ ADVANC, DTAC และ TRUE จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ได้สะท้อนการประมูล 3G ไปแล้ว
ในเชิงกลยุทธ์ จึงแนะนำทยอยขายทำกำไรก่อนหน้าที่จะมีการประมูล โดยไม่ต้องรอว่าใครจะชนะการประมูล เพราะหลังจากนี้ การลงทุนก็จะตามมาซึ่งหมายถึงดอกเบี้ยจากการกู้ ค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายในการทำตลาด ในขณะที่รายได้จาก 3G จะเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่สำหรับนักลงทุนที่มีต้นทุนต่ำมากและตั้งใจถือรับปันผล ถือต่อได้ เพราะการมี 3G ถือเป็นพื้นใหม่ของการหารายได้ ทำให้หุ้นเหล่านี้กลับมากลายเป็น Growth Stock อีกครั้ง (หลังจากผ่านช่วงของการลงทุนในระยะแรกไปแล้ว) จากปัจจุบันที่หารายได้จาก 2G เต็มที่แล้ว และกำลังจะกลายเป็น Dividend Stock เพราะรายได้ขยายตัวลำบาก







