
'ไทยแอร์ฯ'ปลุกชีพดอนเมือง เขย่าเจ้าถิ่นเดิม'นกแอร์'
การกลับมาใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นฐานปฏิบัติการบินอีกครั้งของไทยแอร์เอเชีย สายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์)
การกลับมาใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นฐานปฏิบัติการบินอีกครั้งของไทยแอร์เอเชีย สายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์)
เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนโยบายซิงเกิลแอร์พอร์ตสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งปิดบริการสนามบินดอนเมืองเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2549 พร้อมชูนโยบายซิงเกิลแอร์พอร์ต ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. ปี 2549 เป็นต้นมา แต่ยังคงใช้สนามบินดอนเมืองให้บริการเฉพาะเส้นทางในประเทศด้วยสายการบินนกแอร์ และโอเรียนท์ไทย รวมถึงสายการบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) บางสายเท่านั้น
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกลับคืนถิ่นของไทยแอร์เอเชีย ที่จะพ่วงแอร์เอเชียต่างประเทศ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการอุตสาหกรรมการบินไทยอีกครั้ง เพราะตามหลักการแล้วการแบ่งสายการบินมายังดอนเมืองเพื่อลดความแออัดของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ท่าอากาศยานดอนเมืองเปรียบเหมือนโลว์คอสต์ เทอร์มินัล อย่างเต็มรูปแบบ
ที่สำคัญมีความได้เปรียบทำเลที่ตั้ง เพราะท่าอากาศยานดอนเมืองอยู่ในกรุงเทพฯ รวมทั้งพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสารสามารถเดินทางขึ้นเครื่องได้ง่าย นับเป็นจุดแข็งที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเทียบไม่ติด แม้ปัจจุบันการปรับภูมิภายในสนามบินดอนเมืองยังไม่แล้วเสร็จ หลังจากประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่คนไทยติดภาพลักษณ์นั้น เพราะการเดินทางเข้าถึงสะดวก ทำให้การเปิดใช้บริการวันแรกมีความคึกคักเกินคาด
โทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินแอร์เอเชีย เล่าว่า การเปิดใช้ดอนเมืองในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวที่มีความสำคัญของประเทศไทย ที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ทางการบินและการท่องเที่ยวในภูมิภาค เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ ทำให้ชาวต่างชาติต้องการเดินทางมาโดยสายการบินต้องการเห็นว่าบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ควรพิจารณาปรับลดค่าธรรมเนียมภาษีสนามบิน เพื่อจูงใจให้ผู้โดยสารมาใช้บริการมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันโลว์คอสต์ เทอร์มินัล ที่ประเทศมาเลเซีย จัดเก็บ 250-300 บาทต่อที่นั่ง
สำหรับภาพรวมการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ พาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นกแอร์ ผู้ให้บริการนกแอร์ เล่าว่า เชื่อว่าการทำสงครามโลว์คอสต์แอร์ไลน์จะไม่ดุเดือดเหมือนที่ผ่านมา เพราะแต่ละสายมีบทเรียนที่ได้รับจากการขาดทุนอย่างหนักจากปัญหาการทำสงครามราคา แต่ผู้ประกอบการจะมุ่งการอัดโฆษณาประชาสัมพันธ์ จัดงานอีเวนต์เพื่อตอกย้ำแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันทุกสายการบินมีกลุ่มลูกค้าของตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ มองว่าการใช้สนามบินดอนเมืองอย่างเต็มศักยภาพ จะช่วยขยายฐานลูกค้าคนไทยให้เติบโตในอีก 3 ปีข้างหน้า จำนวน 30-40 ล้านคน เทียบกับใช้บริการ 20 ล้านคน จากประชากร 65 ล้านคน ซึ่งมองว่าตลาดยังสามารถขยายตัวได้อีกมาก
พาที เล่าว่า สำหรับแผนกลยุทธ์การตลาด บริษัทเตรียมเปิดให้บริการเส้นทางการบินต่างประเทศ โดยมุ่งพัฒนาการบริการให้นกแอร์เป็นสายการบินระดับภูมิภาค โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาศักยภาพของแต่ละเมือง เบื้องต้นเตรียมบินเข้าสาธารณรัฐประชาชนจีน 4 มณฑล เช่น หนานจิง ซึ่งแผนต่างๆ คาดว่าจะสรุปแผนในอีก 1 เดือนข้างหน้า พร้อมเปิดให้บริการได้ไตรมาสแรกปีหน้า ซึ่งยอมรับว่าบางเส้นทางอาจทับซ้อนไทยแอร์เอเชีย แต่เชื่อว่าศักยภาพเมืองจีนจะทำให้ฐานตลาดลูกค้ากว้าง
การขยายเส้นทางไปต่างประเทศเพื่อรองรับการขยายฝูงบิน โดยบริษัทได้เช่าเครื่องบินใหม่ โบอิ้ง 737-800 ความจุ 189 ที่นั่ง จำนวน 9 ลำ โดยจะทยอยมาปลายปีนี้ และครบจำนวนในปลายปี 2556 ซึ่งจะทำให้นกแอร์มีฝูงบินทั้งหมด 20 ลำ
“แผนงานต่างๆ ของนกแอร์จะเห็นภาพชัดในเดือน พ.ย.นี้ ทั้งการเพิ่มเส้นทางบินอย่างชุมพร นราธิวาส การเพิ่มความถี่เส้นทางการบินที่มีถึง 27 เส้นทาง จำนวน 89 เที่ยวบิน/ วัน เป็นกว่า 100 เที่ยวบินในปีหน้า เพื่อให้บริษัทมีความแข็งแกร่ง รักษาส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ได้” พาที กล่าว
ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 20% มีกำไรราว 500 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อต้นปีจำนวน 198 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ผลประกอบการ 8 เดือนที่ผ่านมา มีกำไร 400 ล้านบาท เนื่องจากผู้โดยสารเดินทางจำนวนมาก โดยภาพรวมปีนี้นกแอร์ไม่มีนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น)ซึ่งปัจจุบันมีอัตราที่นั่งเฉลี่ย 85%
นอกจากนี้ จะเน้นการนำเสนอการบริการที่ดี นวัตกรรมที่แปลกใหม่ โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยเปิดให้บริการ นก เอ็กซ์ จองสะดวก บินสบาย ผ่านการจองพร้อมชำระเงินผ่านระบบโมบาย พอยต์ ออฟ เซลส์ ทางสมาร์ตโฟน
ด้าน ทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย เล่าว่า บริษัทใช้งบประมาณ 70 ล้านบาท ในการย้ายฐานปฏิบัติการบินในครั้งนี้ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นของการเปิดให้บริการมีเพียงปัญหาเล็กน้อย เช่น ไฟส่องทาง ป้ายจราจร และป้ายบอกทางการเดินของผู้โดยสาร แต่ภาพรวมผู้โดยสารให้การตอบรับที่ดี ซึ่งบริษัทได้ใช้นิยามใหม่ให้ดอนเมือง เพื่อปลุกให้สนามบินดอนเมืองกลับมามีสีสันอีกครั้ง มีความยิ่งใหญ่เป็นสนามบินระดับนานาชาติอีกครั้ง
“ในวันแรกมีชาวต่างชาติตกเครื่อง 5 คน เพราะไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร แต่บริษัทได้แก้ปัญหาโดยการวางคนไว้รับผู้ดดยสารมาที่ดอนเมือง ซึ่งวันแรกครึ่งเช้ามีคนมาใช้บริการกว่า 2,000 คน โดยไฟล์ตแรกที่ให้บริการเป็นขาออก ดอนเมือง –เดนปาซาร์ เวลา 6.15 นาที และขาเข้าเที่ยวแรก ภูเก็ตดอนเมือง 8.15 นาที”ทัศพล กล่าว
บริษัทคาดว่าการกลับมาใช้ดอนเมืองในครั้งนี้ จะทำให้ผู้โดยสารคนไทยเพิ่มขึ้น 5% เพราะมีความสะดวกมากขึ้นในการมาใช้บริการ ส่วนเป้าหมายการขยายเส้นทางการบินระหว่างประเทศ เตรียมเปิดที่เมืองจีน 3-4 เมือง และอินเดียอีก 1 เมือง เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดที่เป็นเจ้าตลาดด้วยสัดส่วน 60% โดยสิ้นปีหน้าคาดว่าจะมีเที่ยวบินเฉลี่ย 200 เที่ยวบิน/วัน ปัจจุบัน 160 เที่ยวบิน/วัน ปีนี้ตั้งเป้าโต 30% มีรายได้ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้ผลประกอบการ 9 เดือน มีรายได้กว่า 1 หมื่นล้านบาท
สำหรับภาพรวมการใช้บริการของผู้โดยสาร ส่วนใหญ่พอใจที่รัฐบาลเปิดดอนเมืองอย่างเต็มรูปแบบ แต่ต้องการให้รัฐเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานการเดนทางเชื่อมต่อ ระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กับท่าอากาศยานดอนเมือง กรณีผู้โดยสารเชื่อมต่อเครื่องบิน รวมถึงเร่งจัดการจราจรและป้าบอกทางบริเวณสนามบินให้มีความเรียบร้อยอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักเดินทาง







