posttoday
ถึงเวลาเปิดเสรีเบี้ยประกันภัย

ถึงเวลาเปิดเสรีเบี้ยประกันภัย

02 ตุลาคม 2555

ในงานเสวนาเรื่อง “AEC กับธุรกิจประกันภัย” ภาคธุรกิจเลือกหยิบยกเรื่องการปล่อยเสรีราคาเบี้ยประกันภัย

โดย...วารุณี อินวันนา

ในงานเสวนาเรื่อง “AEC กับธุรกิจประกันภัย” ภาคธุรกิจเลือกหยิบยกเรื่องการปล่อยเสรีราคาเบี้ยประกันภัย ขึ้นมาสะท้อนกลับไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ว่า ถึงเวลาในการที่จะเปิดให้แต่ละบริษัทสามารถคิดราคาเบี้ยประกันภัยตามความเสี่ยงของลูกค้า ตามต้นทุนของแต่ละบริษัท เพื่อรองรับการแข่งขันกับประเทศอาเซียนด้วยกันในปี 2558 และเข้าสู่การแข่งขันกับทั่วโลกในอีก 8 ปีข้างหน้า

ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย (BKI) กล่าวว่า ถ้าภาครัฐมองผลประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นหลัก ควรปล่อยให้บริษัทประกันภัยคำนวณราคาตามต้นทุนของแต่ละบริษัท หรือปล่อยเสรีเบี้ยประกันภัย เพราะจะได้ประโยชน์จากการซื้อของถูก แต่ถ้ารัฐไม่มีระบบควบคุมบริษัทที่ดี อาจทำให้ประชาชนเดือดร้อนจากบริษัทล้มอีก คปภ.จึงควรดูแลฐานะการเงินของบริษัทให้มีเพียงพอในการจ่ายสินไหมแก่ผู้บริโภค และดูข้อความตามกรมธรรม์เพื่อไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบ

ปัญหาของตลาดประกันภัยไทย คือ ราคาเบี้ยที่มีการควบคุมไว้โดยภาครัฐตั้งแต่ 50 ปีแล้ว หลังจากบริษัทประกันชีวิตบูรพาล้ม จึงออกกำหนดว่าจะต้องใช้ราคาสูงสุดหรือต่ำสุดไม่เกินที่รัฐกำหนดไว้ เพื่อให้บริษัทที่มีผู้บริหารไม่เข้าใจธุรกิจประกันภัยสามารถบริหารธุรกิจให้อยู่รอดได้ หากบริษัทใดที่คิดราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาที่รัฐกำหนดถือว่ามีความผิด

ถึงเวลาเปิดเสรีเบี้ยประกันภัย

 

ปัจจุบันภาพรวมของธุรกิจประกันภัยไทยเปลี่ยนไปมาก บริษัทที่ถือหุ้นโดยคนไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง บริษัท วิริยะประกันภัย มีเบี้ยรับรวมประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท ใหญ่สุดในอาเซียน แม้แต่บริษัท ทิพยประกันภัย อันดับ 2 ของไทย ก็ยังมีเบี้ยมากกว่าบริษัทอันดับ 1 ในอินโดนีเซียและมาเลเซีย

“ตอนนี้การเปิดเสรีอาเซียนใกล้จะถึงแล้วในอีก 3 ปีข้างหน้า และเปิดเสรีการค้าโลกในอีก 8 ปี ประเทศอื่นๆ เขาไม่ยอมให้เราคุมราคาแน่ ถึงเวลาที่ภาครัฐจะต้องวางแผนว่าจะปล่อยเสรีการคิดเบี้ยอย่างไร เพื่อให้บริษัทขนาดกลางและเล็กเตรียมตัว ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ชอบ เพราะราคาที่รัฐควบคุมไว้มีกำไรเยอะ อยู่ได้สบาย และยังได้เปรียบจากต้นทุนการดำเนินงานต่ำกว่าบริษัทกลางและเล็กอย่างน้อย 10%” ชัย กล่าว

สอดคล้องกับ กี่เดช อนันต์ศิริประภา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอกซ่าประกันภัย ที่สนับสนุนให้ภาครัฐเปิดเสรีการคิดราคาเบี้ยประกันภัย เพราะการกำหนดราคาสูงสุดและต่ำสุดไว้ ทำให้ไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริงของประชาชน เช่น พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ กำหนดไว้ 300 บาทต่อปี แต่เป็นกลุ่มที่ประสบอุบัติเหตุสูงมาก ขณะที่กลุ่มคนขับรถยนต์ มีความเสี่ยงต่ำมาก แต่ต้องจ่ายเบี้ยสูงเพื่อไปดูแลคนขับรถจักรยานยนต์

“การคิดเบี้ยตามความเสี่ยงของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม จะทำให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ระมัดระวังในการขับขี่มากขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกเก็บเบี้ยเพิ่ม ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างการเรียนรู้ที่เป็นระบบให้กับสังคม” กี่เดช กล่าว

ขณะที่ ปิติพงศ์ พิศาลบุตร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นวกิจประกันภัย (NKI) บริษัทขนาดกลาง กล่าวว่า ถึงเวลาที่จะต้องเปิดเสรีเบี้ยประกันภัย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภคและเป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะบริษัทประกันภัยมีการจัดเก็บสถิติมานานพอที่จะสามารถคำนวณเบี้ยประกันภัยให้ออกมาได้ตามความเสี่ยงที่แท้จริง

“แต่ไม่ได้หมายความว่าเบี้ยจะถูกลงทั้งหมด แต่จะทำให้คนที่มีความเสี่ยงต่ำจ่ายเบี้ยต่ำ และคนที่มีความเสี่ยงสูงจ่ายเบี้ยสูง สิ่งที่ คปภ.ต้องดู คือ การตรวจสอบว่าราคาเบี้ยที่บริษัทประกันภัยใช้นั้นเหมาะสมหรือไม่” ปิติพงศ์ กล่าว

ด้าน สุขเทพ จันทร์ศรีชวาลา ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตรแท้ประกันภัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทขนาดเล็กและกลางต้องการให้เปิดเสรีเบี้ยประกันภัย และควรจะเปิดเสรีค่านายหน้าด้วย แต่ทางสมาคมประกันวินาศภัยและบริษัทขนาดใหญ่กลัวว่าบริษัทเล็กจะมีปัญหา จึงไม่ต้องการให้เปิด

ข้อดี คือ จะทำให้บริษัทประกันภัยแข่งขันในการออกสินค้าใหม่ๆ โดยไม่มีราคาเป็นข้อจำกัด เพราะแต่ละบริษัทรู้ว่าจะให้ราคาแก่ลูกค้าในระดับไหนที่บริษัทอยู่ได้ และมั่นใจว่าจะไม่มีบริษัทไหนที่จะลดราคาต่ำกว่าต้นทุน เพราะผู้ถือหุ้นคงไม่ยอมแน่ หากยอมจะทำให้บริษัทอยู่ไม่ได้และล้มไป เหมือนบริษัท สัมพันธ์ประกันภัย บริษัท พาณิชย์การประกันภัย และบริษัทอื่นๆ

“รถบางประเภทขนาดคิดเพดานเบี้ยสูงสุดตามที่รัฐกำหนดแล้วก็ยังขาดทุน อีกแบบกำไรสูงมาก แต่ก็ลดราคาให้ลูกค้าไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย ถึงเวลาที่ภาครัฐควรให้ผู้บริหารบริหารเงินกองทุนของบริษัทอย่างมืออาชีพ ซึ่งผมคุยกับหลายบริษัทเขาก็อยากให้เปิดเสรีเบี้ย” สุขเทพ กล่าว

สำหรับพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยที่ คปภ.กำหนดไว้ เช่น ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ที่เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล มีการกำหนดอัตราไว้ 2 ส่วน คือ ส่วนเบี้ยประกันภัยพื้นฐานขั้นสูง โดยเบี้ยประกันภัยชั้น 1 กำหนดสูงสุดไว้ไม่เกิน 1.2 หมื่นบาท ชั้น 2 ไม่เกิน 5,000 บาท ชั้น 3 ไม่เกิน 3,000 บาท

เบี้ยประกันภัยพื้นฐานขั้นต่ำ ชั้น 1 ไม่ต่ำกว่า 7,600 บาท ชั้น 2 ไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท และชั้น 3 ไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท

นอกจากนี้ ให้สามารถคิดเบี้ยเพิ่มตามช่วงอายุผู้ขับขี่ อายุรถยนต์ จำนวนทุนประกันภัย และกลุ่มรถยนต์ ที่มีการแบ่งเป็น 5 กลุ่มตามขนาดซีซี ซึ่งทาง คปภ.ได้กำหนดอัตราเบี้ยไว้เช่นกัน เช่น ถ้ามีการใช้เพื่อพาณิชย์ ไม่ว่าจะทำชั้น 1, 2 หรือ 3 ให้บวกเพิ่มขึ้นได้อีก 105% ของเบี้ยพื้นฐานขั้นต่ำและสูง

ถ้ารถที่มีขนาดซีซี 2000 ลงไป ให้บวกเพิ่มได้อีก 112% สำหรับประกันชั้น 1 และ 87% สำหรับประกันชั้น 2

ถึงเวลาที่ คปภ.จะต้องรับฟังเสียงภาคเอกชน และกลับมาทบทวนการตัดสินใจเรื่องการเปิดเสรีค่าเบี้ยประกันภัยอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่มีความเสี่ยงต่ำ จะได้จ่ายเบี้ยประกันต่ำ และเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทประกันภัยในไทย สามารถที่จะแข่งขันกับตลาดเสรีที่ให้สามารถขายสินค้าข้ามพรมแดนได้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท