posttoday
พม่าในสายตา ของ ‘ADB’

พม่าในสายตา ของ ‘ADB’

01 ตุลาคม 2555

ในบรรดาสมาชิกอาเซียนทั้งหมดที่มีจำนวน 10 ประเทศนั้น พม่าดูจะเป็นประเทศที่ “เนื้อหอม” มากๆ ในปัจจุบัน

โดย...สมภพ มานะรังสรรค์

ในบรรดาสมาชิกอาเซียนทั้งหมดที่มีจำนวน 10 ประเทศนั้น พม่าดูจะเป็นประเทศที่ “เนื้อหอม” มากๆ ในปัจจุบัน หลายขวบปีก่อน เวียดนามดูจะไม่ค่อยแตกต่างจากพม่าในทุกวันนี้ เพราะเคยส่งกลิ่น “แหนมเนือง” ที่ฟุ้งไปทั่วพิภพจบแดนอุษาคเนย์เช่นกัน

แต่ด้วยนโยบายและมาตรการในการ “เปิด” ประเทศชนิดระแวดระวังมากๆ ขณะเดียวกันก็มีความหย่อนยานในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคที่ปรากฏออกมาให้เห็นจากปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งทะยานในระดับสูง และอัตราแลกเปลี่ยน “เงินด่อง” ที่ผันผวนแกว่งไกว

และอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ที่ผสมผสานเข้ากับปัญหาแรงคุกคามจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ก็ได้ส่งผลให้ “เสน่ห์” ของเวียดนามได้ลดทอนลงไปเป็นอย่างมาก

แต่ประเทศที่เป็น “ดาวรุ่ง” พุ่งแรงขึ้นมาแทนที่เวียดนามในอาเซียน เห็นจะไม่มีใครเกินพม่า ที่โชย “กลิ่นโสร่ง” อบน้ำหอมแป้งร่ำ ชนิดแตะนาสิกประสาทไปทั่วในทุกวันนี้

ด้วย “ศักยภาพ” ของการเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่มอาเซียน คือ มีพื้นที่ประเทศถึงประมาณ 6.78 แสนตารางกิโลเมตร ขณะที่มีประชากรถึงประมาณ 60 ล้านคน ที่กำลังเปิดตัวออกมาปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกอย่างถี่กระชั้น ชนิดที่เกินความคาดหมายของหลากหลายประเทศเช่นปัจจุบัน ก็ได้ส่งผลให้แผ่นดินโสร่ง “เข้าตา” ประชาคมโลก ชนิดตกเป็นข่าวในระดับสากลแทบทุกเมื่อเชื่อวันกันเลยทีเดียว

จากการที่พม่าปิดตัวจากโลกภายนอกมาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s เมื่อ “ทหารใหญ่” นามนายพลเนวินเป็นผู้นำในการรัฐประหาร และ “ปิด” ประเทศติดต่อกันมาหลายต่อหลายทศวรรษ ก็ได้ส่งผลให้เมืองโสร่งทั้งล้าหลังและทั้งอ่อนล้าในตัวเลขจีดีพีกว่าสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ที่ดำเนินนโยบายเปิดประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้วิเคราะห์ไว้ว่า เมื่อประมาณ 5 ทศวรรษที่แล้ว คือปี 1960 อันเป็นช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์พลิกผันทางการเมืองนั้น รายได้ต่อคนของคนพม่าเคยสูงกว่าไทยและอินโดนีเซียถึงประมาณ 2 เท่าตัว และ 3 เท่าตัว ตามลำดับ

แต่ปัจจุบันรายได้ต่อหัวของไทยได้สูงกว่าชาวพม่าถึง 8-9 เท่าตัว เมื่อพิจารณาจากตัวเลขจีดีพีที่เป็นตัวเงิน

เมื่อต้นทศวรรษที่ 1960’s สัดส่วนของมูลค่าจากภาคเกษตรพม่า อยู่ที่ประมาณ 35% ของจีดีพีรวมนั้น ก็เป็นสัดส่วนที่พอๆ กับตัวเลขเดียวกันของไทย

แต่ด้วยระยะเวลาประมาณ 5 ทศวรรษที่ล่วงผ่านไปจีดีพีจากภาคเกษตรของพม่ายังมีสัดส่วนสูงถึง 36% เทียบกับที่ต่ำกว่า 10% ในกรณีของไทย

เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉลี่ยแล้วพื้นที่ทุก 1,000 ตารางกิโลเมตรของพม่า มีถนนที่คิดเป็นความยาวเพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้น ขณะที่เวียดนามที่แม้ว่ายังด้อยพัฒนาค่อนข้างมากเช่นกัน กลับมีถนนที่คิดเป็นความยาวถึง 480 กิโลเมตร ในขนาดของพื้นที่เดียวกัน

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ขณะที่ชาวพม่าทุกๆ 1,000 คน มีรถยนต์เพียง 18 คันนั้น ไทยกลับมีถึง 370 คัน

จนถึงปี 2011 ชาวพม่าเพียง 26% ของประชากรทั้งประเทศเท่านั้นที่มีไฟฟ้าใช้แล้ว ขณะที่ผู้คนในมาเลเซีย ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ถึง 100% และชาวเวียดนามและฟิลิปปินส์ ก็มีไฟฟ้าใช้ถึงประมาณ 90% ของประชากรรวมทั่วทั้งประเทศ

ในประชากรทุก 100 คนนั้น ชาวพม่ามีโทรศัพท์บ้านใช้เพียง 1.26 คนเท่านั้น เทียบกับที่ 16 คน ในกรณีของอินโดนีเซีย

“ADB” ได้คาดคะเนตัวเลขคร่าวๆ เอาไว้ว่า เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ยังมีชาวพม่าถึงประมาณ 30% ที่ไม่มีน้ำสะอาดเพียงพอเอาไว้ใช้

เท่าที่เป็นอยู่ การส่งออกของพม่ามาจากผลิตภัณฑ์หลักๆ 3 ชนิดเท่านั้น นั่นก็คือ ก๊าซธรรมชาติ ไม้ และผลิตภัณฑ์จำพวกถั่วต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาทางการพม่าได้พยายามหาทางพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มมากขึ้น ที่ทำให้อัตราการตายของทารกแรกเกิดได้ลดจำนวนลงมาก ในขณะที่อัตราการรู้หนังสือของชาวพม่าก็สูงถึง 90% ของประชากรรวมในปัจจุบัน

เป็นเวลานานนับทศวรรษในช่วงที่พม่าดำเนินนโยบายปิดประเทศ ที่ค่าใช้จ่ายด้านการทหารและความมั่นคงของพม่ามีมูลค่าสูงกว่างบประมาณค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและการสาธารณสุขรวมกัน ซึ่งนับว่าน้อยประเทศมากในภูมิภาคนี้ที่มีปฏิบัติการเช่นพม่า

อย่างไรก็ดี ข่าวล่ามาเร็วซึ่งถือว่าเป็น “ข่าวดี” มากๆ ของเมืองโสร่ง ก็คือการที่ทางการพม่าได้ให้ความสำคัญแก่การศึกษาและสุขอนามัยเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยได้ตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายดังกล่าวที่มีสัดส่วนสูงถึง 7.5% ของงบประมาณรวมในปีงบประมาณ 20122013 เทียบกับที่มีสัดส่วนเพียง 5.4% ในปีงบประมาณก่อนหน้านั้น

เท่าที่เป็นอยู่ ทางการพม่าได้พยายามปฏิรูปในด้านต่างๆ และ“เปิด” ตัวออกสู่สากลอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการบัญญัติกฎหมายใหม่ๆ ที่ได้มาตรฐานออกมาใช้

อย่างไรก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะได้รับการปฏิรูป “ยกเครื่อง” เป็นอย่างมาก ก็คือ ระบบการจัดเก็บสถิติตัวเลขและข้อมูลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับเศรษฐกิจมหภาค และหรือระดับจุลภาค เพื่อนำไปสู่ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลตัวเลขต่างๆ ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของต่างประเทศในการประกอบธุรกรรมต่างๆ ในพม่าเท่านั้น หากแต่จะเป็นประโยชน์ต่อทางการของพม่าเองในการใช้ตัวเลขข้อมูลดังกล่าวในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและธุรกิจของตนได้อย่างถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้นต่อไป

.

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์