
พม่าในสายตา ของ ‘ADB’
ในบรรดาสมาชิกอาเซียนทั้งหมดที่มีจำนวน 10 ประเทศนั้น พม่าดูจะเป็นประเทศที่ “เนื้อหอม” มากๆ ในปัจจุบัน
โดย...สมภพ มานะรังสรรค์
ในบรรดาสมาชิกอาเซียนทั้งหมดที่มีจำนวน 10 ประเทศนั้น พม่าดูจะเป็นประเทศที่ “เนื้อหอม” มากๆ ในปัจจุบัน หลายขวบปีก่อน เวียดนามดูจะไม่ค่อยแตกต่างจากพม่าในทุกวันนี้ เพราะเคยส่งกลิ่น “แหนมเนือง” ที่ฟุ้งไปทั่วพิภพจบแดนอุษาคเนย์เช่นกัน
แต่ด้วยนโยบายและมาตรการในการ “เปิด” ประเทศชนิดระแวดระวังมากๆ ขณะเดียวกันก็มีความหย่อนยานในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคที่ปรากฏออกมาให้เห็นจากปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งทะยานในระดับสูง และอัตราแลกเปลี่ยน “เงินด่อง” ที่ผันผวนแกว่งไกว
และอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ที่ผสมผสานเข้ากับปัญหาแรงคุกคามจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ก็ได้ส่งผลให้ “เสน่ห์” ของเวียดนามได้ลดทอนลงไปเป็นอย่างมาก
แต่ประเทศที่เป็น “ดาวรุ่ง” พุ่งแรงขึ้นมาแทนที่เวียดนามในอาเซียน เห็นจะไม่มีใครเกินพม่า ที่โชย “กลิ่นโสร่ง” อบน้ำหอมแป้งร่ำ ชนิดแตะนาสิกประสาทไปทั่วในทุกวันนี้
ด้วย “ศักยภาพ” ของการเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่มอาเซียน คือ มีพื้นที่ประเทศถึงประมาณ 6.78 แสนตารางกิโลเมตร ขณะที่มีประชากรถึงประมาณ 60 ล้านคน ที่กำลังเปิดตัวออกมาปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกอย่างถี่กระชั้น ชนิดที่เกินความคาดหมายของหลากหลายประเทศเช่นปัจจุบัน ก็ได้ส่งผลให้แผ่นดินโสร่ง “เข้าตา” ประชาคมโลก ชนิดตกเป็นข่าวในระดับสากลแทบทุกเมื่อเชื่อวันกันเลยทีเดียว
จากการที่พม่าปิดตัวจากโลกภายนอกมาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s เมื่อ “ทหารใหญ่” นามนายพลเนวินเป็นผู้นำในการรัฐประหาร และ “ปิด” ประเทศติดต่อกันมาหลายต่อหลายทศวรรษ ก็ได้ส่งผลให้เมืองโสร่งทั้งล้าหลังและทั้งอ่อนล้าในตัวเลขจีดีพีกว่าสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ที่ดำเนินนโยบายเปิดประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้วิเคราะห์ไว้ว่า เมื่อประมาณ 5 ทศวรรษที่แล้ว คือปี 1960 อันเป็นช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์พลิกผันทางการเมืองนั้น รายได้ต่อคนของคนพม่าเคยสูงกว่าไทยและอินโดนีเซียถึงประมาณ 2 เท่าตัว และ 3 เท่าตัว ตามลำดับ
แต่ปัจจุบันรายได้ต่อหัวของไทยได้สูงกว่าชาวพม่าถึง 8-9 เท่าตัว เมื่อพิจารณาจากตัวเลขจีดีพีที่เป็นตัวเงิน
เมื่อต้นทศวรรษที่ 1960’s สัดส่วนของมูลค่าจากภาคเกษตรพม่า อยู่ที่ประมาณ 35% ของจีดีพีรวมนั้น ก็เป็นสัดส่วนที่พอๆ กับตัวเลขเดียวกันของไทย
แต่ด้วยระยะเวลาประมาณ 5 ทศวรรษที่ล่วงผ่านไปจีดีพีจากภาคเกษตรของพม่ายังมีสัดส่วนสูงถึง 36% เทียบกับที่ต่ำกว่า 10% ในกรณีของไทย
เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉลี่ยแล้วพื้นที่ทุก 1,000 ตารางกิโลเมตรของพม่า มีถนนที่คิดเป็นความยาวเพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้น ขณะที่เวียดนามที่แม้ว่ายังด้อยพัฒนาค่อนข้างมากเช่นกัน กลับมีถนนที่คิดเป็นความยาวถึง 480 กิโลเมตร ในขนาดของพื้นที่เดียวกัน
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ขณะที่ชาวพม่าทุกๆ 1,000 คน มีรถยนต์เพียง 18 คันนั้น ไทยกลับมีถึง 370 คัน
จนถึงปี 2011 ชาวพม่าเพียง 26% ของประชากรทั้งประเทศเท่านั้นที่มีไฟฟ้าใช้แล้ว ขณะที่ผู้คนในมาเลเซีย ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ถึง 100% และชาวเวียดนามและฟิลิปปินส์ ก็มีไฟฟ้าใช้ถึงประมาณ 90% ของประชากรรวมทั่วทั้งประเทศ
ในประชากรทุก 100 คนนั้น ชาวพม่ามีโทรศัพท์บ้านใช้เพียง 1.26 คนเท่านั้น เทียบกับที่ 16 คน ในกรณีของอินโดนีเซีย
“ADB” ได้คาดคะเนตัวเลขคร่าวๆ เอาไว้ว่า เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ยังมีชาวพม่าถึงประมาณ 30% ที่ไม่มีน้ำสะอาดเพียงพอเอาไว้ใช้
เท่าที่เป็นอยู่ การส่งออกของพม่ามาจากผลิตภัณฑ์หลักๆ 3 ชนิดเท่านั้น นั่นก็คือ ก๊าซธรรมชาติ ไม้ และผลิตภัณฑ์จำพวกถั่วต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาทางการพม่าได้พยายามหาทางพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มมากขึ้น ที่ทำให้อัตราการตายของทารกแรกเกิดได้ลดจำนวนลงมาก ในขณะที่อัตราการรู้หนังสือของชาวพม่าก็สูงถึง 90% ของประชากรรวมในปัจจุบัน
เป็นเวลานานนับทศวรรษในช่วงที่พม่าดำเนินนโยบายปิดประเทศ ที่ค่าใช้จ่ายด้านการทหารและความมั่นคงของพม่ามีมูลค่าสูงกว่างบประมาณค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและการสาธารณสุขรวมกัน ซึ่งนับว่าน้อยประเทศมากในภูมิภาคนี้ที่มีปฏิบัติการเช่นพม่า
อย่างไรก็ดี ข่าวล่ามาเร็วซึ่งถือว่าเป็น “ข่าวดี” มากๆ ของเมืองโสร่ง ก็คือการที่ทางการพม่าได้ให้ความสำคัญแก่การศึกษาและสุขอนามัยเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยได้ตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายดังกล่าวที่มีสัดส่วนสูงถึง 7.5% ของงบประมาณรวมในปีงบประมาณ 20122013 เทียบกับที่มีสัดส่วนเพียง 5.4% ในปีงบประมาณก่อนหน้านั้น
เท่าที่เป็นอยู่ ทางการพม่าได้พยายามปฏิรูปในด้านต่างๆ และ“เปิด” ตัวออกสู่สากลอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการบัญญัติกฎหมายใหม่ๆ ที่ได้มาตรฐานออกมาใช้
อย่างไรก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะได้รับการปฏิรูป “ยกเครื่อง” เป็นอย่างมาก ก็คือ ระบบการจัดเก็บสถิติตัวเลขและข้อมูลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับเศรษฐกิจมหภาค และหรือระดับจุลภาค เพื่อนำไปสู่ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลตัวเลขต่างๆ ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของต่างประเทศในการประกอบธุรกรรมต่างๆ ในพม่าเท่านั้น หากแต่จะเป็นประโยชน์ต่อทางการของพม่าเองในการใช้ตัวเลขข้อมูลดังกล่าวในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและธุรกิจของตนได้อย่างถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้นต่อไป
.







