
ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ...ล้มจำนำข้าว
กระแสข่าวร้อนแรงฝ่าฝนกระหน่ำกรุงในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นกรณี การยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล
กระแสข่าวร้อนแรงฝ่าฝนกระหน่ำกรุงในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นกรณี การยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล
เมื่อ อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดี คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และในฐานะตัวแทนนักวิชาการบางส่วน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ในคำร้องขอให้ศาลพิจารณาใช้อำนาจตามกฎหมายยับยั้งหรือยุติการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าขัดกับรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 84 ที่ห้ามไม่ให้รัฐประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดก่อให้เกิดความหายนะต่ออนาคตข้าวไทยที่ราคาสูงไปแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้ ซึ่งข้าวไทยส่งออกลดลง 46% จาก 7.4 ล้านตัน ลดลงเหลือ 3.9 ล้านตัน
ด้านกระทรวงการคลังยังได้ชี้ให้เห็นถึงผลการเก็บรายได้ของรัฐบาลล่าสุดในช่วง 11 เดือน ของปีงบประมาณ 2555 เก็บภาษีต่ำกว่าเป้าถึง 1.98 หมื่นล้านบาท สูงกว่าที่รัฐบาลประมาณการไว้ก่อนหน้า ทำให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยการสั่งการให้กรมจัดเก็บภาษีเร่งเก็บภาษีในเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณให้ได้มากที่สุด และให้สามารถจัดเก็บภาษีล่วงหน้าได้เต็มที่เพื่อให้รายได้ทั้งปีบรรลุเป้าที่ตั้งไว้ 1.98 ล้านล้านบาท
ในส่วนของกรมสรรพสามิตได้มีการแจ้งให้ขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายเบียร์ บุหรี่ และเครื่องดื่มเสียภาษีล่วงหน้าก่อนให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยในส่วนของโรงงานยาสูบ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจได้ถูกร้องให้เสียภาษีแสตมป์ล่วงหน้า 1,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในวันที่ 2 ต.ค.นี้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เตรียมจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2556 วงเงิน 2,048 ล้านล้านบาท ซึ่งรวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องขออนุมัติ ครม.ก่อน อีก 1.27 แสนล้านบาท
สำหรับแผนการก่อหนี้ดังกล่าว รัฐบาลมีแผนก่อหนี้ใหม่เป็นวงเงิน 7.17 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1.การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2556 วงเงิน 3 แสนล้านบาท 2.กู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการและสร้างอนาคตประเทศ 3.กู้เงินเพื่อนำส่งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ 4.95 หมื่นล้านบาท
ในช่วงท้ายสัปดาห์กลุ่ม จีอี แคปปิตอล อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น (จีอี) ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ในธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) จำนวน 523 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 7.6% ของทุนจดทะเบียนให้กับนักลงทุนสถาบัน ในราคาเฉลี่ยหุ้นละ 31.26 บาท ได้รับเงินจากการขายหุ้น 1.6 หมื่นล้านบาท ภายหลังการขายหุ้นยังถือครองหุ้นจำนวน 1,476 ล้านหุ้น หรือ 24.3%
ขณะเดียวกัน ในส่วนของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติให้เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 650 ล้านหุ้น ในวันที่ 29 ต.ค. 2555 โดยจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิม
สำหรับราคาขายจะกำหนดโดยการสำรวจราคาจากนักลงทุนสถาบัน เงินที่ได้ส่วนหนึ่งจะไปชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน ซึ่งใช้ในการซื้อหุ้นของ Cove Energy และใช้ดำเนินธุรกิจทั่วไปของบริษัท
ภาวะตลาดหุ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มีความผันผวนในช่วงกลางสัปดาห์ปรับตัวลดลงรับข่าวความกังวลเศรษฐกิจของสเปนน่าจะหดตัวลง แต่ในช่วงท้ายสัปดาห์ดัชนีกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง เก็งกำไรผลประกอบการหุ้นกลุ่มธนาคาร และรัฐบาลจีนอาจดำเนินมาตรการเพื่อตลาดหุ้นที่ซบเซาของจีน รวมถึงการทำราคาปิดสิ้นงวดบัญชี ทำให้ดัชนีหุ้นขึ้นทดสอบที่ระดับ 1,300 จุด ในระหว่างวันทำการของวันศุกร์ที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ก่อนจะมาปิดตลาดที่ระดับ 1,298.79 จุด







