
กว่าครึ่งของเด็กไทยดื่มนมแม่จนอายุครบขวบ
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของขนาดครัวเรือนที่เล็กลง จากเดิมที่เคยมีจำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 5.6 คน ในปี 2503 ลดเหลือเฉลี่ย 3.2 คน ในปี 2553 ส่วนหนึ่งมาจากการโยกย้ายจากชนบทเข้าสู่เมืองด้วยเหตุผลด้านอาชีพงาน รวมทั้งคนในสังคมเมืองมีการแยกตัวออกมาอยู่เอง เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำงานหรือความเป็นส่วนตัว
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของขนาดครัวเรือนที่เล็กลง จากเดิมที่เคยมีจำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 5.6 คน ในปี 2503 ลดเหลือเฉลี่ย 3.2 คน ในปี 2553 ส่วนหนึ่งมาจากการโยกย้ายจากชนบทเข้าสู่เมืองด้วยเหตุผลด้านอาชีพงาน รวมทั้งคนในสังคมเมืองมีการแยกตัวออกมาอยู่เอง เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำงานหรือความเป็นส่วนตัว
จากสภาพแวดล้อมของสังคมเมืองที่ขยายตัวออกไปในวงกว้างขึ้น ทำให้ผู้หญิงไทยในปัจจุบันต้องออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น และเมื่อถึงเวลาจะมีครอบครัวผู้หญิงทำงานเหล่านี้จำนวนไม่น้อย ที่กลายเป็นคุณแม่ที่ทั้งทำงานนอกบ้านและเลี้ยงลูกอ่อนไปพร้อมกัน
จากจำนวนของแม่ที่ให้นมลูกนั้นจำนวนลดลงอย่างมาก ทำให้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เริ่มมาตรการส่งเสริมสนับสนุนให้แม่ทุกคนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวเป็นเวลา 6 เดือนหลังคลอด และเลี้ยงด้วยนมแม่ควบคู่กับอาหารตามวัยจนเด็กอายุ 2 ขวบ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกายให้เด็กตั้งแต่แรกเกิด เนื่องจากคุณประโยชน์จากน้ำนมแม่ที่มีสารอาหารซึ่งไม่มีในนมผสม
คือ สารต้านการอักเสบที่จะช่วยให้เด็กแข็งแรงและสารช่วยให้เซลล์ประสาทเติบโต โดยไขมันในนมแม่ช่วยให้ใยประสาททำงานได้ดี ซึ่งสองส่วนนี้จะเป็นตัวที่ทำให้เด็กฉลาด อีกทั้งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสริมความผูกพันระหว่างแม่กับลูก เพราะการที่แม่ให้ลูกดูดนมร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่เพิ่มสัญชาติญาณความเป็นแม่
กันตาร์เวิลด์พาแนล ได้เก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภคทั่วประเทศไทย 4,000 ครัวเรือน โดยเน้นด้านการจับจ่ายเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน เมื่อเจาะลึกลงไปในครัวเรือนที่มีแม่และลูกอายุตั้งแต่ 0-48 เดือน หรือที่เรียกว่า Kantar Baby Panel พบว่า ในช่วง 3 เดือนแรกหลังคลอด 1 ใน 3 ของแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว โดยอีก 62% เลี้ยงด้วยนมแม่ควบคู่กับนมผง
สัดส่วนดังกล่าวได้ลดลงเมื่อลูกมีอายุ 4-6 เดือน เนื่องจากหมดช่วงลาคลอด ทำให้แม่หลายคนต้องกลับไปทำงานและไม่สะดวกให้นมลูก ส่งผลให้สัดส่วนของแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวลดเหลือ 21% และสัดส่วนของแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมผงอย่างเดียวเพิ่มเป็น 31% แต่ก็ยังมีแม่อีก 56% ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ควบคู่กับนมผงหลังจากแม่กลับไปทำงาน
อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่าในกลุ่มของแม่ที่มีลูกอายุช่วง 7-12 เดือนนั้น สัดส่วนของแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวมีถึง 24% จึงอาจเรียกได้ว่า การรณรงค์ของกรมอนามัยและการจัดให้การอบรมหรือสัมมนาเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของนมแม่ ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งทีเดียว
ข้อสังเกตหนึ่งที่ได้ คือ สัดส่วนของแม่ที่ให้นมลูกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มของแม่ที่มีลูกอ่อน กล่าวคืออายุของลูกอยู่ในช่วง 0-6 เดือน ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่การให้นมแม่นั้นสะดวกกว่าตรงที่แม่ไม่ต้องห่วงเรื่องความสะอาด ไม่ต้องยุ่งยากในการชงนม ล้างขวดนม ต้มหรือนึ่งขวดและจุกนมเพื่อฆ่าเชื้อโรค ฯลฯ
จากข้อมูลข้างต้น สรุปได้ว่าเมื่อลูกมีอายุครบขวบกว่าครึ่ง (59%) ของแม่ จะเลิกให้ลูกดื่มนมแม่และหันไปให้นมผงกับลูกแทน ส่งผลถึงอัตราการเติบโตอย่างมากของตลาดนมผงสำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไปในประเทศไทย โดยคุณแม่จะยินดีจ่ายเงินเพื่อซื้อนมผงระดับพรีเมียม ที่มีคุณประโยชน์ต่อลูก
ดังนั้น ตลาดนมผงแบบพรีเมียมจึงยังมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมาก รวมทั้งยังพบแนวโน้มการเติบโตของกางเกงผ้าอ้อม โดยคุณแม่จำนวนไม่น้อยเริ่มใช้กางเกงผ้าอ้อมกับลูกที่มีอายุตั้งแต่ 03 เดือน ด้วย
เพื่อความสะดวกสบายหรือจากความเคยชินที่ได้ใช้ตอนคลอดที่โรงพยาบาล







