posttoday

ยักย้ายทำลายศพ

27 กันยายน 2555

ข่าวดังพาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ กรณี พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ นายแพทย์ (สบ 5) อายุรแพทย์ โรงพยาบาลตำรวจ มีส่วนพัวพันกับคดีฆาตกรรมสองผัวเมียชาว จ.เพชรบุรี เจ้าของไร่สับปะรดที่หายตัวไปเมื่อ 3 ปีก่อน หลังจากขุดพบซากโครงกระดูกภายในไร่ของนายแพทย์จำนวน 3 โครง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจดีเอ็นเอโครงกระดูกอยู่

ข่าวดังพาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ กรณี พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ นายแพทย์ (สบ 5) อายุรแพทย์ โรงพยาบาลตำรวจ มีส่วนพัวพันกับคดีฆาตกรรมสองผัวเมียชาว จ.เพชรบุรี เจ้าของไร่สับปะรดที่หายตัวไปเมื่อ 3 ปีก่อน หลังจากขุดพบซากโครงกระดูกภายในไร่ของนายแพทย์จำนวน 3 โครง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจดีเอ็นเอโครงกระดูกอยู่

จากกรณีดังกล่าว ทนายคลายทุกข์ขอนำเสนอเกี่ยวกับคดีตัวอย่างที่เป็นการยักย้ายทำลายศพ มานำเสนอเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษากัน ดังนี้

1.จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามฟ้องโจทก์แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน โจทก์นำสืบแต่เพียงว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนหรือไม่ และอาวุธปืนดังกล่าวมีเครื่องหมายของเจ้าพนักงานประทับหรือไม่ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักพอลงโทษจำเลยในฐานะนี้ สำหรับความผิดฐานย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายข้อเท็จจริง เมื่อปรากฏจากการนำสืบของโจทก์ว่า ศพของผู้ตายถูกเคลื่อนย้ายไปเพียง 20 เมตร และย้ายไปอยู่ในที่เปิดเผยสามารถถูกพบได้โดยง่าย จึงไม่มีลักษณะเป็นการย้ายเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายอันจะเป็นความผิดในฐานนี้จำเลยจึงไม่มีความผิดในฐานนี้ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4683/2541)

2.จำเลยยิงผู้ตายขณะที่ผู้ตายนั่งอยู่ในรถยนต์ที่จำเลยขับขี่ แล้วจำเลยขับรถยนต์นำศพจากที่เกิดเหตุ และจากรถยนต์เข้าไปในโบสถ์ นำศพไปใส่ไว้ในกล่องกระดาษในลักษณะให้ศพนั่งคุดคู้อยู่ในกล่อง นำกล่องไปเก็บไว้ในห้องเก็บหนังสือ แม้มิได้ใช้วัสดุอื่นปิดบังกล่อง เมื่อเปิดประตูห้องเก็บหนังสือก็สามารถเห็นกล่องได้ ก็เป็นการกระทำเพื่อที่จะปิดบังเหตุแห่งการตายของผู้ตายจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199

การที่ผู้ตายด่าว่าจำเลยถึงโคตรพ่อโคตรแม่ ทั้งๆ ที่จำเลยเป็นผู้ให้ความอุปการะช่วยเหลือผู้ตายตลอดมา จนจำเลยระงับอารมณ์ไว้ไม่ได้และใช้อาวุธปืนที่ติดตัวยิงเพียง 1 นัด ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดไปโดยบันดาลโทสะตามมาตรา 72 (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 586/2527)

3.ขณะนายไปล่ผู้ตายกับนายไสวจำเลยทุ่มเถียงกันจนนายไปล่ผู้ตายเตะปากนายไสวจำเลยไปทีหนึ่ง นายไสวจำเลยคว้าไม้ตะพดตีนายไปล่ถูกแถวต้นคอทันที นายไปล่ยังไม่ทันทำอะไรต่อไป นายแหวนจำเลยอยู่ที่บ้านของตนเห็นนายไสวจำเลยซึ่งเป็นน้องชายถูกนายไปล่เตะปาก จึงพลอยเจ็บแค้นวิ่งมาเตะนายไปล่ มิได้คบคิดกันมาก่อนแต่อย่างใดนายไปล่ตายเพราะถูกตีคอหัก ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองนี้ได้ร่วมกันกระทำร้ายนายไปล่ ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่จำเลยต่างคนต่างทำใครทำเท่าไร ก็ผิดเท่านั้น ความตายของนายไปล่เป็นผลจากการกระทำของนายไสวจำเลย นายไสวจำเลยจึงมีผิดฐานฆ่าคนโดยเจตนา ส่วนนายแหวนจำเลยผิดเพียงฐานกระทำให้นายไปล่ได้รับอันตรายแก่กาย

ส่วนตอนที่จำเลยทั้งสองช่วยกันหามนายไปล่ผู้ตายไปทิ้งน้ำต่อไปนั้น เป็นการกระทำต่อศพนายไปล่ เป็นเหตุการณ์ต่างหากอีกตอนหนึ่ง และตอนนี้ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดฐานย้ายและซ่อนเร้นศพเพื่อปกปิดการตายและเหตุแห่งการตายของนายไปล่ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 773/2502)

4.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 ที่บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึงห้ามโจทก์อ้างตัวจำเลยเป็นพยานของโจทก์เท่านั้น ฉะนั้นถึงแม้ร้อยเอกจุลจะเคยถูกฟ้องร่วมกับจำเลยทั้งสามมาก่อนศาลก็ได้สั่งให้แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ต่างหากจากคดีที่ร้อยเอกจุลเคยถูกฟ้องร่วมกับจำเลยทั้งสาม โจทก์จึงอ้างร้อยเอกจุลเป็นพยานได้โดยขณะที่ร้อยเอกจุลเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ ร้อยเอกจุลมิได้อยู่ในฐานะเป็นจำเลย

การที่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจสืบสวนสอบสวนและจับกุมผู้กระทำผิด ได้ทราบแล้วว่านายเซ่งเป็นคนยิงนายชาญตาย แต่ไม่ทำการจับกุมอันเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ มาตรา 200 ทั้งยังร่วมกันขนย้ายศพนายชาญผู้ตายไปทิ้งเพื่อปิดบังการตายอันเป็นความผิดตามมาตรา 199 นอกจากนี้ยังร่วมกันโกยเลือดนายชาญไปทิ้งที่อื่นอันเป็นความผิดฐานทำลายพยานหลักฐานในการกระทำผิดตามมาตรา 184 เช่นนี้ แม้การกระทำของจำเลยทั้งสามจะเป็นการกระทำหลายอย่าง แต่ก็ด้วยเจตนาอันเดียวกัน คือเพื่อช่วยเหลือมิให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษและเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นกรรมเดียวกัน แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1202/2520)

5.ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 โจทก์บรรยายฟ้องว่าภายหลังจากจำเลยได้ฆ่า ส.ถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยได้บังอาจซ่อนเร้น ย้ายศพของ ส. เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายเช่นนี้ ฟ้องโจทก์ได้บรรยายชัดเจนถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีโดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายว่าจำเลยซ่อนเร้นศพผู้ตายอย่างไร หรือย้ายศพผู้ตายจากไหนไปไหนด้วยก็ได้ เพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว หลังจากจำเลยทำร้ายผู้ตายแล้ว จำเลยปกปิดความจริงไม่บอกให้บิดามารดาผู้ตายทราบถึงการเจ็บป่วยของผู้ตาย และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วรีบนำศพจากบ้านไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดเพื่อทำการฌาปนกิจ โดยมิได้แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ เมื่อมีผู้ขอดูศพผู้ตาย จำเลยก็ไม่ยอมให้ดู ตามพฤติการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายของผู้ตายการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6255/2534)

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 ผู้ใดลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด พลังกาญจน์ เอฟซี พบ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ฟุตบอลไทยลีก วันนี้ 4 เม.ย.69