
ช็อกเอสเอ็มอีไทยไม่พร้อมรับเออีซี
เอสเอ็มอีไทย 60.7% ยังไม่ปรับตัวรับเออีซี โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องหนังผลิตภัณฑ์ไม้ข้าวเซรามิกและผลิตภัณฑ์ยางพารา เหตุรอการช่วยเหลือที่ชัดเจนจากรัฐและยังไม่ทราบข้อมูล
เอสเอ็มอีไทย 60.7% ยังไม่ปรับตัวรับเออีซี โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องหนังผลิตภัณฑ์ไม้ข้าวเซรามิกและผลิตภัณฑ์ยางพารา เหตุรอการช่วยเหลือที่ชัดเจนจากรัฐและยังไม่ทราบข้อมูล
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจผู้ส่งออก SMEs ไทยปรับตัวอย่างไรภายใต้ AEC จากกลุ่มตัวอย่าง 1,000 ราย พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 60.7% ของเอสเอ็มอีไทยทั้งหมด 2.9 ล้านราย ยังไม่ปรับตัวเพื่อรับกับการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 โดยธุรกิจที่ยังไม่มีการปรับตัวเลย คือ กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องหนังอุตสาห กรรม ผลิตภัณฑ์ไม้ ข้าว เซรามิก และผลิตภัณฑ์ยางพารา
สำหรับสาเหตุที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกเอสเอ็มอีไทยยังไม่ได้ดำเนินการปรับตัว เพราะส่วนใหญ่ 42.4% ยังรอแนวทางและนโยบายช่วยเหลือที่ชัดเจนจากภาครัฐ รองลงมาเกือบ 30% พบว่ามาจากการที่ยังไม่ทราบข้อมูลหรือต้องการข้อมูลเกี่ยวกับเออีซีที่ชัดเจน และ 18.5% ที่ขาดเงินทุนในการปรับตัว ซึ่งทางผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องการให้มีการตั้งกองทุนเอสเอ็มอีเพื่อเออีซีขึ้นมา นอกจากนี้ยังพบว่ามีเอสเอ็มอีอีก 9.3% ที่คิดว่าตัวเองเป็นธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ปรับตัวเพื่อรับการเปิดเออีซีเรียบร้อยแล้วมีเพียง 7.3% เท่านั้น โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจสิ่งทอ และเครื่องแต่งกาย กระดาษและสิ่งพิมพ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก แก้วและอัญมณี ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
“ผลสำรวจที่ออกมาถือว่าน้อยมากกับระยะเวลาที่เหลืออีกแค่ 2 ปี 4 เดือนที่จะมีการเปิดเสรีเออีซีแล้ว เพราะตัวเลขที่ออกมาเวลานี้ ผู้ประกอบการควรจะต้องมีการปรับตัวพร้อมรับเออีซีแล้วให้ได้อย่างน้อย 50%ซึ่งหากเอสเอ็มอีไทยปรับตัวไม่ทันก็จะทำให้หาช่องทางการตลาดในอาเซียนไม่ได้ ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดหายไป ขณะเดียวกันก็ทำให้สินค้าจากประเทศที่มีกองทุนรัฐบาลสนับสนุนไหลเข้ามาตลาดไทยมากขึ้น” นายอัทธ์ กล่าว
ทั้งนี้ เอสเอ็มอีผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยเห็นว่า ประเด็นเร่งด่วนที่จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเข้าสู่เออีซี ส่วนใหญ่ 25.28% เห็นว่าต้องเร่งบริหารจัดการต้นทุนการผลิตทั้งราคาพลังงาน วัตถุดิบ ระบบโลจิสติกส์ รองลงมา 21.70% ต้องปรับตัวราคาสินค้าให้แข่งขันได้ และ 13.31% ต้องเร่งปรับตัวด้านภาษา
อย่างไรก็ตาม หากมีการเลื่อนการรวมตัวของเออีซีออกไปอีก 1 ปี จากปี 2558 จริง จะถือเป็นผลดีกับทุกประเทศ เพราะจะทำให้แต่ละประเทศมีเวลาในการปรับตัวมากขึ้น โดยสิ่งที่เอสเอ็มอีไทยต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือมากที่สุด คือ การมีมาตรการส่งเสริมและช่วยเหลือที่ชัดเจน รวมทั้งหาช่องทางการตลาดให้อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเออีซี ดูแลราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบ ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบและลดอัตราค่าจ้างแรงงานให้







