
การปรับตัวของเศรษฐกิจเอเชีย
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจทางฝั่งตะวันตกที่ยังคงไม่มีเสถียรภาพ จนถึงขนาดที่ต้อง “ปั๊มเงิน” อัดฉีดจำนวนมหาศาล ภายใต้มาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อพันธบัตรรัฐบาล การจัดตั้งกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป หรือ “อีเอสเอ็ม” (European Stability Mechanism : ESM) และมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณระลอกที่ 3 หรือ “คิวอี 3” (Quantitative Easing : QE) แต่นักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจต่างก็ยังไม่เชื่อมั่นว่ามาตรการเหล่านี้จะสามารถเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตลอดจนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวและอัตราการว่างงานที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเท่าที่ควร
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจทางฝั่งตะวันตกที่ยังคงไม่มีเสถียรภาพ จนถึงขนาดที่ต้อง “ปั๊มเงิน” อัดฉีดจำนวนมหาศาล ภายใต้มาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อพันธบัตรรัฐบาล การจัดตั้งกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป หรือ “อีเอสเอ็ม” (European Stability Mechanism : ESM) และมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณระลอกที่ 3 หรือ “คิวอี 3” (Quantitative Easing : QE) แต่นักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจต่างก็ยังไม่เชื่อมั่นว่ามาตรการเหล่านี้จะสามารถเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตลอดจนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวและอัตราการว่างงานที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเท่าที่ควร
ตรงกันข้าม มาตรการอัดฉีดดังกล่าวกลับสร้าง “กระแสเงินร้อน” (Hot Money) ให้เข้าท่วมตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะการผันผวนในตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของเอเชีย ทำให้ค่าเงินแข็งค่า ตลาดหุ้นและทองคำต่างปรับตัวสูงขึ้น กระตุ้นให้เกิดกระแสเก็งกำไรและจะยิ่งสร้างความปั่นป่วนในตลาดการเงิน
ประเทศในเอเชียจึงต้องปรับตัวด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ 1.ความซบเซาทางเศรษฐกิจของประเทศแถบยุโรปและอเมริกา อาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี ยิ่งเศรษฐกิจของประเทศชั้นนำในเอเชียอย่างจีนและเกาหลีใต้ชะลอตัวด้วย (ซึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เอสแอนด์พี (Standard& Poor’s Ratings: S&P) คาดว่าปีนี้จีนอาจโตเพียง 7.5% และเกาหลีใต้ยิ่งต่ำเพียง 2.5%) ความถดถอยทางฝั่งตะวันตกจะยิ่งกระหน่ำซ้ำเติม ด้วยปริมาณการบริโภคสินค้าจากต่างประเทศและกำลังซื้อที่ลดลง ซึ่งจะมีผลอย่างมากต่อประเทศที่พึ่งการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างหลายๆ ประเทศในเอเชีย
2. จากการไหลของกระแสเงินทุนที่ “ย้อนกระแสน้ำ” คือ “จากที่ต่ำไปที่สูง” และย่อมจะไหลเข้าประเทศฝั่งตะวันออกที่เศรษฐกิจยังคงเข้มแข็ง เมื่อเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศทางฝั่งตะวันตก ซึ่งนอกจากจะสร้างความปั่นป่วนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดทุนแล้ว ยังทำให้เกิดการ “ดึงกลับ” ของเงินทุนเมื่อได้รับผลตอบแทนตามที่ต้องการแล้ว ทำให้การเติบโตและพัฒนาการของตลาดเกิดใหม่ทั้งหลาย (Emerging Markets) เป็นไปอย่างไม่มีความยั่งยืน
ดังนั้น ทางฝั่งเอเชียจึงไม่ควรอยู่เฉยให้กระแสเงินทุนจากฝั่งตะวันตก “ลากไปลากมา” ตามใจชอบ แต่ต้องปรับตัวเองสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นผ่าน 3 แนวทาง คือ การค้า ตลาดการเงิน และนโยบายภาครัฐ แนวทางการพัฒนา “แนวร่วมทางการค้า” หรือเขตการค้าเสรี อย่างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ “เออีซี” (ASEAN Economic Community : AEC) และต่อไปจะขยายตัวออกไปครอบคลุมเอเชียตะวันออก ซึ่งรวมถึงจีน (รวมฮ่องกง) อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และต่อเนื่องไปถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ย่อมจะสร้างอำนาจการต่อรอง ลดการพึ่งพิงกำลังซื้อจากฝั่งตะวันตก และความมั่นคงทางการค้าอย่างยั่งยืน
ด้านการพัฒนาในตลาดการเงิน เช่น การเชื่อมโยงตลาดทุนเข้าด้วยกัน เช่น กรณีของอาเซียนลิงก์ (ASEAN Link) ซึ่งเริ่มในเดือน ต.ค.ปีนี้ ด้วยการเชื่อมกระดานซื้อขายของตลาดหุ้น 3 ประเทศในอาเซียน คือ ไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย สร้างความคุ้นเคยให้กับนักลงทุนในภูมิภาค ซึ่งจะลดอิทธิพลของกระแสเงินร้อนจากนักลงทุนทางฝั่งอเมริกาและยุโรป ซึ่งเต็มไปด้วย “เสือหิวไร้คุณธรรม” อย่างพวกเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ที่จ้องจับ “ลูกแกะ” ในตลาดเกิดใหม่
นอกจากนี้ การพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Market) จะเป็นแหล่งเงินทุนทางเลือก ซึ่งจำเป็นอย่างมากต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาการของประเทศในแถบนี้ การออกพันธบัตรติ่มซำ (Dim Sum Bond) เพื่อระดมเงินหยวนนอกประเทศจีน เป็นตัวอย่างล่าสุดของการพัฒนาทางเลือกในการระดมทุนของประเทศแถบนี้ นอกจากนี้การ “เชิดชู” ความสำคัญของเงินสกุลหลักของเอเชีย เช่น เงินหยวนชองจีนและเงินเยนของญี่ปุ่น ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการลดอิทธิพลและการพึ่งพิงเงินเหรียญสหรัฐและเงินสกุลยูโร
สุดท้ายในระดับรัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐก็ย่อมต้องทำงานให้สอดคล้องกับภาคเอกชน เพื่อเพิ่มปริมาณความต้องการสินค้าและแรงซื้อในภูมิภาค ทดแทนความต้องการและแรงซื้อที่ลดลงจากอเมริกาและยุโรป นอกจากนี้นโยบายด้านการคลังและการเงิน (Fiscal and Monetary Policies) ก็ควรไปด้วยกันได้ ซึ่งเห็นตัวอย่างของสหภาพยุโรปที่เชื่อมโยงแต่ด้านการเงิน แต่ด้านการคลังเช่นนโยบายด้านงบประมาณกลับ “ปกปิด” และไม่โปร่งใส ทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณบานเบอะในประเทศกลุ่มหมู (PIIGS) ของยูโรโซน
และที่สำคัญ นโยบายด้านการเมืองซึ่งควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและความขัดแย้งอย่างที่ “ฮึ่ม ๆ” กันระหว่างจีนและญี่ปุ่นในกรณีแย่งกรรมสิทธิ์หมู่เกาะเตียวหยูหรือเซนกากุ ที่แล้วแต่จะเรียกเป็นภาษาจีนหรือญี่ปุ่น
แต่ก็เชื่อเถอะว่า กรณีนี้จะไม่บานปลายเป็นประเด็นสงครามหรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่า “ศักดิ์ศรี” จะสำคัญเพียงไร คงไม่เหนือกว่าเรื่อง “ปากท้อง” ของทั้งฝ่าย







