
หนุนรง.ผลิตก๊าซฯ
สนพ.เทงบ660ล้านดึง74ราย ผลิตก๊าซชีวภาพลดใช้พลังงาน
โพสต์ทูเดย์
— สนพ. ทุ่ม 660 ล้านบาท ดึง 74 โรงงานอุตสาหกรรมผลิตก๊าซชีวภาพ ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานปีละ 1,109 ล้านบาทนายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ.ได้จัดงบประมาณ 660 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าหมายจะมีโรงงานอุตสาหกรรมเข้าร่วมโครงการ จำนวน 74 แห่ง สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 141 ล้าน ลบ.ม./ปี และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ไม่น้อยกว่า 1,109 ล้านบาท/ปี
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม แป้งมันสำปะหลัง เอทานอล น้ำยางข้น อุตสาหกรรมอาหารและอื่นๆ ให้สร้างระบบก๊าซชีวภาพเพื่อกำจัดของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต และนำก๊าซชีวภาพที่ได้ไปผลิตไฟฟ้าหรือใช้ทดแทนเชื้อเพลิงชนิดอื่นด้วย
สำหรับผลการดำเนินงานของโครงการในปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ 50 ราย โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้ให้เงินสนับสนุน 509 ล้านบาท ผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 317 ล้าน ลบ.ม./ปี
ขณะเดียวกันยังสามารถทดแทนพลังงานเชิงพาณิชย์ต่างๆ เช่น ทดแทนไฟฟ้าได้ประมาณ 974 ล้านบาท/ปี ทดแทนน้ำมันเตาได้ประมาณ 905 ล้านบาท/ปี ทดแทนถ่านหินได้ประมาณ 44 ล้านบาท/ปี และเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ อีกประมาณ 27 ล้านบาท/ปี รวมเป็นมูลค่าการทดแทนพลังงานทั้งสิ้น 1,950 ล้านบาท/ปี
ทั้งนี้ แผนการส่งเสริมเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดไว้ระหว่างปี 25512555 ตั้งเป้าหมายมีโรงงานอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพกว่า 338 แห่ง เข้าโครงการสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 637.2 ล้าน ลบ.ม./ปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,950 ล้านบาท/ปี
“
ทาง สนพ.จะจัดให้สัมมนาเพื่อชี้แจงให้ผู้ประกอบการกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ และระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญถึงแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพในระยะต่อไป เพื่อปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” นายวีระพล กล่าวสำหรับในปัจจุบันประเทศไทยมีของเสียและน้ำเสียจำนวนมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพให้มีคุณภาพสูงขึ้น เพราะหากไม่ได้รับการจัดการที่ถูกวิธี จะก่อให้เกิดปัญหาด้านมลภาวะทั้งเรื่องกลิ่น แมลงรบกวน และส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ขณะที่การนำระบบก๊าซชีวภาพไปประยุกต์ใช้ นอกจากจะช่วยลดต้นทุนด้านการใช้พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ยังช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดเสรี และลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นผลดีต่อสุขอนามัยของผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
”นายวีระพล กล่าว






