
ม็อบแดงช่วย ค้าออนไลน์พุ่งคนลดเดินห้าง
โพสต์ทูเดย์
— ยอดซื้อสินค้าออนไลน์พุ่งฝ่าม็อบโต 20% ลูกค้าหันสั่งซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตแทน พาณิชย์พัฒนาอีคอมเมิร์ซไทยต่อนายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า แนวโน้มการค้าผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ) ปี 2553 จะขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเติบโตถึง 1020% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากขณะนี้คนไทยหันมาใช้บริการซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทดแทนการไปห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่หันมาซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ที่สะดวกสบายกว่าแทน
สำหรับธุรกิจที่ได้รับความนิยมใช้อีคอมเมิร์ซมากสุด ได้แก่ แฟชั่น เครื่องแต่งกาย อัญมณี และเครื่องประดับ ตามด้วยสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอร์เน็ต โดยในปี 2551 มีมูลค่ารวม 527,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.41% จากปี 2550ซึ่งเป็นผลมาจากการพฤติกรรมของคนไทย ที่ปรับตัวมาใช้ชีวิตในสังคมออนไลน์ (โซเชียล เน็ตเวิร์ก) มากขึ้น ประกอบกับร้านค้าในระบบอีคอมเมิร์ซพัฒนาสินค้า บริการ โปรโมชั่น และความน่าเชื่อถือ ทำให้มูลค่าการค้าขายสินค้าในตลาดนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่จุดอ่อนสำคัญยังเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือในระบบซื้อขาย และการส่งสินค้าที่ยังไม่คล่องตัว
ทั้งนี้ กรมมีแผนส่งเสริมธุรกิจการค้าออนไลน์ต่อเนื่อง โดยจะเน้นพัฒนาทักษะและสร้างความเชื่อมั่นในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งสร้างโอกาสทางการค้าระบบอีคอมเมิร์ซ ผ่านตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
สำหรับผลสำรวจการค้าระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2552 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ธุรกิจที่ได้รับความนิยมใช้อีคอมเมิร์ซมากสุด ได้แก่ แฟชั่น เครื่องแต่งกาย อัญมณี และเครื่องประดับ รองลงมาเป็นสินค้าอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และอินเตอร์เน็ต
มูลค่าธุรกิจพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์ปี 2551 มีมูลค่า 527,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่ 427,460 ล้านบาท 23.41% โดยแบ่งเป็นการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ 288,749 ล้านบาท มูลค่าแบบผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ (บีทูบี) จำนวน 190,751 ล้านบาท และผู้ประกอบการกับลูกค้าทั่วไป (บีทูซี) มูลค่า 45,951 ล้านบาท โดยมีธุรกิจยานยนต์และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสุด 71,617 ล้านบาท สัดส่วน 30% ของมูลค่าทั้งหมด รองลงมาเป็น กลุ่มคอมพิวเตอร์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอินเตอร์เน็ต 59,420 ล้านบาท สัดส่วน 24.9%







